เตรียมรับกาแฟที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อการขึ้นภาษีของทรัมป์ปะทะกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
เตรียมรับกาแฟที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มต้นวันด้วยถ้วยกาแฟหอมกรุ่น คุณอาจต้องเริ่มเตรียมใจและกระเป๋าสตางค์ให้พร้อม เพราะในไม่กี่ปีข้างหน้า กาแฟอาจกลายเป็นของฟุ่มเฟือยที่ไม่ใช่ทุกคนจะซื้อหาได้ง่ายอีกต่อไป ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะรสชาติหรือแบรนด์ แต่เพราะปัจจัยสองอย่างที่ดูเหมือนคนละเรื่อง แต่กลับมาชนกันจนส่งผลกระทบต่อ ‘ถ้วยกาแฟ’ ของเราโดยตรง นั่นคือ นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของโดนัลด์ ทรัมป์ และ วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี.
จากเวียดนามถึงบราซิล: แหล่งผลิตกาแฟเผชิญแรงกดดัน
เดบบี้ เว่ย มัลลิน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Copper Cow ตั้งใจจะยกระดับภาพลักษณ์ของกาแฟเวียดนามที่ใช้เมล็ดโรบัสต้า ให้กลายเป็นทางเลือกที่ทันสมัยและมีคุณภาพ แม้เริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่าเวียดนามอาจถูกเว้นจากภาษีนำเข้าสูงเนื่องจากความสัมพันธ์ทางการเมืองกับทรัมป์ แต่แผนการทั้งหมดก็สั่นคลอนเมื่อทำเนียบขาวประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามถึง 46% — แม้ภายหลังจะลดลงเหลือ 20% ก็ยังสร้างความกังวลอย่างมากต่อโมเดลธุรกิจที่เน้น “กาแฟคุณภาพดีในราคาไม่แพง”
และไม่ใช่แค่เวียดนาม บราซิล ผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก เผชิญภัยคุกคามจากภาษีนำเข้าที่อาจสูงถึง 50% ซึ่งหากข้อเสนอนี้ถูกบังคับใช้จริง ราคาต้นทุนเมล็ดกาแฟจะพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
วิกฤตสภาพภูมิอากาศ: ภัยคุกคามที่แอบเงียบแต่ร้ายแรง
นอกจากปัจจัยทางการเมืองแล้ว อีกปัจจัยที่ทำให้ราคา เตรียมรับกาแฟที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา คือสภาพอากาศ บราซิล ซึ่งจัดหาเมล็ดกาแฟให้สหรัฐฯ กว่า 35% ในปี 2023 เผชิญกับภัยแล้งครั้งรุนแรง ส่งผลให้ผลผลิตลดฮวบและเกือบใช้สต็อกหมด ขณะเดียวกัน เวียดนามก็ไม่รอด พายุและความร้อนจัดทำให้ผลผลิตโรบัสต้าตกต่ำเช่นกัน ทั้งที่เมล็ดนี้ถือว่าทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ลังเลที่จะสืบทอดอาชีพ เพราะความไม่มั่นคงทางรายได้และความเสี่ยงจากการปลูก
ผู้บริโภคกับผู้ผลิต: ทั้งคู่ได้รับผลกระทบ
ในภาคธุรกิจ ผู้คั่วกาแฟอย่าง Cambio Roasters ได้รับผลกระทบทั่วทั้งซัพพลายเชน ไม่ว่าจะเป็นภาษีร้อยละ 10 ที่ครอบคลุมทุกประเทศ หรือการต้องชะลอแผนพัฒนาเกษตรกรสู่ระบบอินทรีย์ เพราะต้นทุนเริ่มสูงเกินไป
- ผู้บริโภคอาจเห็นราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- เกษตรกรเล็กๆ เสี่ยงถูกกดราคาหากสหรัฐฯ เร่งหาแหล่งผลิตอื่น
- การลงทุนด้านความยั่งยืน เช่น การปลูกแบบอินทรีย์หรือไร้คาร์บอน อาจชะลอตัวลง
ยิ่งไปกว่านั้น หลายบริษัทอาจเปลี่ยนแหล่งจัดหาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี แต่ประเทศอื่นๆ ในเขตร้อนอย่างโคลอมเบีย ยังไม่มีศักยภาพในการผลิตเพียงพอต่อความต้องการของสหรัฐฯ การแข่งขันเพื่อแย่งชิงเมล็ดกาแฟจึงอาจยิ่งดันราคาให้สูงขึ้น
อนาคตของกาแฟจะเป็นอย่างไร?
แม้ เตรียมรับกาแฟที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมา อาจฟังดูน่ากลัว แต่หลายบริษัทกำลังพยายามหาทางรอด เช่น Copper Cow ที่เริ่มทดลองปลูกเมล็ดกาแฟไลบีริก้า ซึ่งใช้น้ำน้อยกว่าและเข้ากับสภาพร้อนจัดได้ดีกว่า แม้จะต้องใช้แรงงานมากก็ตาม ทั้งนี้ ก็เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างไม่ย้อนกลับ
ในอนาคต เราอาจไม่สามารถใช้เงินเพียงไม่กี่สิบบาทซื้อกาแฟถ้วยโปรดได้ตามเดิม ดังนั้น มาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนเกษตรกรอย่างยั่งยืน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีสติ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้กาแฟยังคงเป็นเครื่องดื่มของทุกคนต่อไป
หากคุณรักกาแฟ อย่าแค่ดื่มมันเพียงเพื่อความตื่นตัว แต่หันมาใส่ใจเรื่องราวเบื้องหลังถ้วยนั้นด้วย ความยั่งยืนเริ่มต้นจากความเข้าใจ และทุกถ้วยของคุณอาจกำลังช่วยเปลี่ยนโลกได้