เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ไม่ขอกลับมาเป็นมิสทีคอีก

แฟนภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อาจกำลังตื่นเต้นกับการกลับมาของนักแสดงจากจักรวาลหนังดังหลายเรื่อง แต่สำหรับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ การกลับไปรับบทมิสทีคในภาพยนตร์ X-Men ดูจะไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการอีกต่อไป แม้บทเรเวน หรือมิสทีค จะเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญที่ช่วยส่งให้เธอกลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูด แต่เบื้องหลังการแปลงโฉมเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ผิวสีน้ำเงินนั้นเต็มไปด้วยขั้นตอนที่ใช้เวลานานและไม่สบายตัวอย่างมาก

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับนิตยสาร Allure และรายการพอดแคสต์ Call Her Daddy ลอว์เรนซ์ย้อนเล่าประสบการณ์จากการถ่ายทำ X-Men: First Class ซึ่งเข้าฉายในปี 2011 เธอบอกว่าเธอชอบการถ่ายฉากแอ็กชัน รวมถึงดีใจที่ได้กลับมาร่วมงานกับ Renee Moneymaker สตันต์ดับเบิลที่เคยทำงานด้วยกันในภาพยนตร์ชุด The Hunger Games อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอไม่ชอบอย่างชัดเจนคือการต้องทาสีและแต่งหน้าเป็นมิสทีคเป็นเวลาหลายชั่วโมง

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ไม่ขอกลับมาเป็นมิสทีคอีก

ลอว์เรนซ์เล่าว่า การเตรียมตัวสำหรับบทมิสทีคเต็มไปด้วยการทาสีทั่วร่างกาย และต้องใช้สีฟ้าจำนวนมาก เธอต้องนั่งแต่งหน้าประมาณแปดชั่วโมงแทบทุกครั้งที่เข้าฉาก นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์พ่นสีขนาดเล็กที่มีลมเย็นและทำให้รู้สึกจั๊กจี้ไปทั่วร่างกาย ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เธอพูดติดตลกว่า เธอเป็นฮีโร่และไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เธอต้องเผชิญ

แม้คำพูดของนักแสดงจะเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่ก็สะท้อนความยากลำบากของงานแต่งหน้าเอฟเฟกต์สำหรับภาพยนตร์ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี การทำให้ตัวละครมิสทีคดูสมจริงไม่ได้อาศัยเพียงเครื่องสำอางทั่วไป แต่ต้องใช้เวลา ความละเอียด และทีมงานจำนวนมาก เพื่อให้สีผิว รูปร่าง และพื้นผิวบนร่างกายสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของตัวละครในการ์ตูน

ทำไมการแปลงโฉมเป็นมิสทีคจึงใช้เวลานาน

ก่อนที่ลอว์เรนซ์จะรับบทนี้ Rebecca Romijn เคยเล่นเป็นมิสทีคในภาพยนตร์ X-Men รุ่นแรก และขั้นตอนการแต่งหน้าของเธอก็ใช้เวลานานยิ่งกว่าเดิม มีรายงานว่าการแต่งหน้าและติดอวัยวะเทียมมากถึง 110 ชิ้น อาจใช้เวลานานถึง 15 ชั่วโมงต่อครั้ง การแต่งหน้าที่ซับซ้อนทำให้ Romijn ไม่สามารถออกไปพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับนักแสดงคนอื่นระหว่างพักการถ่ายทำได้อย่างสะดวก

รายละเอียดเหล่านี้ทำให้หลายคนเข้าใจมากขึ้นว่า เหตุใดนักแสดงบางคนจึงไม่อยากกลับไปรับบทที่ต้องผ่านการแปลงโฉมแบบเต็มรูปแบบอีก แม้ตัวละครนั้นจะได้รับความนิยมและมีความหมายต่อเส้นทางอาชีพก็ตาม การถ่ายทำภาพยนตร์หนึ่งเรื่องอาจกินเวลาหลายเดือน และนักแสดงต้องทำขั้นตอนเดิมซ้ำหลายครั้ง ทั้งก่อนเข้าฉาก หลังพัก และเมื่อต้องแก้ไขเครื่องสำอางระหว่างวัน

คำตอบตรงไปตรงมาของเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์

เมื่อ Allure ถามว่ามีโอกาสหรือไม่ที่เธอจะกลับไปสวมเกล็ดและทาสีฟ้าเพื่อรับบทมิสทีคอีกครั้ง ลอว์เรนซ์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ควรพูดคำว่าไม่มีทางตลอดไป แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอไม่ต้องการกลับไปทำอย่างนั้นอย่างเด็ดขาด คำตอบดังกล่าวสร้างเสียงหัวเราะและความสนใจจากแฟน ๆ เพราะสะท้อนบุคลิกที่จริงใจของเธอได้อย่างชัดเจน

การปฏิเสธของเธอไม่น่าแปลกใจนัก เมื่อพิจารณาจากทิศทางของภาพยนตร์ภาคต่อที่พยายามลดการปรากฏตัวของมิสทีคในร่างสีน้ำเงินลง และทำให้ตัวละครมีภาพลักษณ์ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น แม้แฟนบางส่วนอาจอยากเห็นลอว์เรนซ์กลับมาพบทีม X-Men อีกครั้ง แต่การตัดสินใจของนักแสดงก็ควรได้รับการเคารพ โดยเฉพาะเมื่อเธอเคยผ่านประสบการณ์ที่ทั้งเหนื่อยและใช้เวลายาวนานมาแล้ว

ในขณะเดียวกัน Rebecca Romijn เตรียมกลับมารับบทมิสทีคอีกครั้งใน Avengers: Doomsday พร้อมกับนักแสดงจากภาพยนตร์ชุดเดิม ได้แก่ James Marsden และ Ian McKellen รวมถึง Patrick Stewart ผู้ล่วงลับที่ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ในบริบทของตัวละครและเรื่องราวที่แฟน ๆ คุ้นเคย การกลับมาของนักแสดงชุดเก่าทำให้เกิดคำถามว่า จักรวาลซูเปอร์ฮีโร่กำลังเปิดประตูให้ตัวละครในอดีตกลับมาเชื่อมโยงกับเรื่องราวยุคใหม่มากขึ้นหรือไม่

แฟน ๆ ยังติดตามผลงานใหม่ของเธอได้

แม้ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ไม่ขอกลับมาเป็นมิสทีคอีก แต่แฟน ๆ ยังมีโอกาสได้เห็นเธอในบทบาทที่คนดูชื่นชอบอีกครั้ง เธอจะกลับมารับบทแคตนิสใน Hunger Games: Sunrise on the Reaping ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 20 พฤศจิกายน นอกจากนี้ เธอยังรับบทนำในภาพยนตร์ไซไฟเรื่องใหม่ The Flood ของผู้กำกับ Zach Cregger โดยรายละเอียดของเรื่องยังถูกเก็บเป็นความลับเพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับผู้ชม

การกลับมาในบทแคตนิสแตกต่างจากการกลับมาเป็นมิสทีคอย่างมาก เพราะแคตนิสเป็นบทบาทที่ลอว์เรนซ์มีความผูกพันในด้านการแสดงและเรื่องราวมากกว่า อีกทั้งไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการแต่งหน้าทั่วร่างกายแบบเดียวกับมิสทีค จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอจะเปิดใจกับการกลับมาสู่โลกของ The Hunger Games มากกว่า

เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ไม่ได้มีเพียงฉากแอ็กชัน เครื่องแต่งกาย หรือเทคนิคพิเศษที่น่าตื่นตาเท่านั้น นักแสดงต้องทุ่มเททั้งเวลา พลังงาน และความอดทนเพื่อทำให้ตัวละครปรากฏบนจออย่างสมจริง ขั้นตอนแต่งหน้าเอฟเฟกต์ที่ผู้ชมเห็นเพียงไม่กี่วินาที อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเตรียมตัว และส่งผลต่อความสบายตัวตลอดทั้งวัน

สำหรับแฟน X-Men การที่ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ไม่ขอกลับมาเป็นมิสทีคอีก อาจเป็นข่าวที่น่าเสียดาย แต่ก็ทำให้เราได้มองตัวละครและการทำงานของนักแสดงจากมุมใหม่ เธอเคยฝากผลงานที่น่าจดจำไว้แล้ว และไม่จำเป็นต้องกลับไปพิสูจน์ตัวเองด้วยการผ่านขั้นตอนเดิมซ้ำอีก ความทรงจำของมิสทีคในแบบของลอว์เรนซ์จึงยังคงมีคุณค่า แม้เจ้าตัวจะเลือกเดินหน้าไปสู่บทบาทใหม่ก็ตาม

ท้ายที่สุด ความเห็นของลอว์เรนซ์เป็นเครื่องเตือนใจว่า การกลับมาของนักแสดงในแฟรนไชส์ยอดนิยมควรเกิดจากความพร้อมและความต้องการของพวกเขา ไม่ใช่เพียงความคาดหวังของแฟน ๆ เท่านั้น หากคุณคิดถึงเธอในจักรวาลภาพยนตร์ดัง การติดตามผลงานใหม่อย่าง Hunger Games: Sunrise on the Reaping และ The Flood อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสนับสนุนนักแสดงคนโปรดต่อไป

ที่มา – Jennifer Lawrence Would Do Anything but Be Mystique Again

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *