วิกฤตน้ำท่วมใต้ ปี 68: ฝนถล่มหาดใหญ่ ชี้จุดอ่อนการจัดการและความล้มเหลวในการแจ้งเตือน!

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ใน 10 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต หลายคนอาจจะกำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหนักหนาสาหัสขนาดนี้ สาเหตุหลักมาจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ ‘ลานีญา’ ที่ทำให้ฝนตกหนักกว่าปกติ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ในรายการ THE STANDARD NOW

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองและเทคโนโลยีมาตลอด ผมมองว่าเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมใต้ ปี 68: ฝนถล่มหาดใหญ่ ชี้จุดอ่อนการจัดการและความล้มเหลวในการแจ้งเตือน ครั้งนี้ เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยที่เราต้องหันกลับมามองปัญหาการจัดการภัยพิบัติของประเทศอย่างจริงจัง

วิกฤตน้ำท่วมใต้ ปี 68: ฝนถล่มหาดใหญ่ ทำลายสถิติในรอบ 300 ปี

ผศ.ดร.สิตางศุ์ ยืนยันว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาในครั้งนี้ได้ทำลายสถิติเก่าๆ ไปหมดแล้ว โดยเฉพาะฝนที่ตกหนักเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นั้นรุนแรงที่สุดในรอบ 300 ปี!

“ภาคใต้เจอสถานการณ์น้ำท่วมทุกปี แต่ปีนี้เจอภาวะลานีญาเข้าไป ทำให้หนักหนาสาหัส โดยเฉพาะฝนที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”

สถานการณ์ในตอนนี้คือหลายพื้นที่กลายเป็นทะเลไปแล้ว หน่วยงานต่างๆ ทำได้เพียงช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ และรอให้น้ำไหลลงสู่ทะเล ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดีขึ้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่น่ากังวลที่สุดคือช่วงเช้ามืดของวันที่ 25 พฤศจิกายน ระดับน้ำอาจจะสูงขึ้นได้อีก

ความล้มเหลวในการแจ้งเตือนภัย: จุดอ่อนสำคัญของวิกฤตน้ำท่วมใต้ ปี 68

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมถึงไม่มีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า? ผศ.ดร.สิตางศุ์ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องกลไกการแจ้งเตือนภัย โดยเฉพาะในภาคใต้ที่การจัดการด้านน้ำและอากาศยังไม่ดีเท่าที่ควร แม้จะมีระบบ Cell Broadcast ที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถแจ้งเตือนได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ผศ.ดร.สิตางศุ์ ยังวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการน้ำที่ยังมีความสับสนในเรื่องอำนาจบัญชาการ และการโยกย้ายบุคลากรสำคัญในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ทำให้การสั่งการไม่คล่องตัวเท่าที่ควร

“เราควรจะรู้ฝน เพราะในภาคใต้น้ำค่อนข้างเร็ว จะรู้ล่วงหน้าแค่ 12 ชั่วโมง การแจ้งเตือนให้ทันจะต้องไฟแดงเมื่อเห็นฝน ซึ่งเรื่องนี้มีจุดอ่อนจริงๆ”

สิ่งที่น่าสนใจคือคำว่า ‘ฝน 300 ปี’ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นเมื่อ 300 ปีก่อน แต่เป็นศัพท์ทางสถิติอุทกวิทยาที่หมายถึง ปริมาณน้ำฝนที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก (โอกาสเกิด 1/300 หรือ 0.33% ต่อปี) ซึ่งสะท้อนว่าปริมาณฝนที่ตกลงมานั้นรุนแรงผิดปกติ

อำเภอหาดใหญ่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบต่ำคล้าย ‘แอ่งกระทะ’ ทำให้น้ำไหลมารวมกันและระบายออกได้ช้า และสถานการณ์ล่าสุด (24 พฤศจิกายน 2568) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศแจ้งเตือนขั้นสูงสุด โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดสงขลา

ในฐานะผู้ที่ติดตามข่าวสารและเทรนด์เทคโนโลยี ผมมองว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพยากรณ์อากาศ แจ้งเตือนภัย และบริหารจัดการน้ำ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เราต้องพัฒนาระบบเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

จากเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมใต้ ปี 68 ครั้งนี้ หวังว่าทุกภาคส่วนจะตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกในอนาคต การลงทุนในระบบเตือนภัยที่แม่นยำและรวดเร็ว การวางแผนผังเมืองอย่างรอบคอบ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ที่มา – วิกฤตน้ำท่วมใต้ ปี 68: ฝนถล่มหาดใหญ่ ชี้จุดอ่อนการจัดการและความล้มเหลวในการแจ้งเตือน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *