ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวแบบเดิมแม่นยำแค่ 30% นักวิทยาศาสตร์พบวิธีที่ดีกว่า
เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินเรื่อง ShakeAlert® ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าของสหรัฐฯ แต่อาจจะยังไม่ทราบว่าระบบนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่คิด เพราะที่ผ่านมามันเคยส่งสัญญาณเตือนผิดพลาดจนสร้างความตื่นตระหนกมาแล้วหลายครั้ง ด้วยอัตราความแม่นยำที่ทำได้เพียง 30% เท่านั้น ทำให้ความหวังใหม่ในการป้องกันภัยพิบัติจึงตกไปอยู่ที่การค้นพบเทคโนโลยีใหม่ของนักธรณีฟิสิกส์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์
ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวแบบเดิมแม่นยำแค่ 30% นักวิทยาศาสตร์พบวิธีที่ดีกว่า
นักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์แผ่นดินไหวของ USGS ได้ทดลองนำสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber-optic) ที่มีอยู่เดิมทั่วไปตามบ้านเรือนมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนแบบกระจาย หรือที่เรียกว่า DAS (Distributed Acoustic Sensing) โดยอาศัยความไม่สมบูรณ์เล็กๆ น้อยๆ ในตัวสายเคเบิลมาสร้างเป็นระบบเซนเซอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถจับสัญญาณการสั่นสะเทือนได้อย่างแม่นยำมหาศาล
ทำไมเทคโนโลยีการใช้สาย Fiber-optic ถึงเหนือกว่าในการเป็นระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวแบบเดิมแม่นยำแค่ 30% นักวิทยาศาสตร์พบวิธีที่ดีกว่า
ผลลัพธ์จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าระบบ DAS นี้สามารถทำนายแผ่นดินไหวที่มีขนาดตั้งแต่ 5.4 แมกนิจูดขึ้นไปได้แม่นยำถึง 79% ซึ่งสูงกว่า ShakeAlert เกือบเท่าตัว โดยอาศัยข้อมูลจากการสั่นสะเทือนเพียงแค่ 4 วินาทีแรกเท่านั้น การค้นพบนี้ถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ควรจะมีค่ามากกว่าแค่การเชื่อมต่อข้อมูลทั่วไป
- วิเคราะห์สัญญาณรวดเร็ว: ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการระบุขนาดของแผ่นดินไหว
- ความแม่นยำที่สูงขึ้น: เพิ่มโอกาสรอดชีวิตด้วยความแม่นยำระดับ 79%
- ใช้โครงสร้างเดิมให้คุ้มค่า: ไม่ต้องติดตั้งเซนเซอร์ราคาแพงในจุดที่เข้าถึงยาก
ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการวิจัยในห้องทดลองเท่านั้น ทีมงานยังได้ทดสอบจริงในเขต Humboldt County รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นจุดที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยการประยุกต์ใช้ Machine Learning เข้ากับข้อมูลจากสายเคเบิล ทำให้ระบบสามารถแยกแยะความแตกต่างของแรงสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม
ในอนาคต หากเรามีการลงทุนในโครงข่ายบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่เพียงแค่ชุมชนห่างไกลจะได้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่พวกเขายังจะได้รับเกราะป้องกันภัยพิบัติจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถนำมาสร้างสรรค์เพื่อความปลอดภัยของสังคมและสร้างชุมชนที่ยั่งยืนได้ หากเรานำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้อย่างชาญฉลาดและเห็นคุณค่าของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง
