ยศชนันชี้ไทยต้องเลิกวิ่งตามเทคโนโลยี ปั้นคนเป็น Job Creator สร้างยุคทองใน 20 ปี ข้างหน้า
ในวันที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน เรียนรู้ และสร้างธุรกิจอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า เราจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ หรือจะสามารถสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตัวเองเพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้ เวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 จึงชวนสังคมมองไกลกว่าการผลิตบุคลากรให้ตรงกับตำแหน่งงานในปัจจุบัน แต่ต้องเตรียมคนให้พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วย
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มองว่า ยศชนันชี้ไทยต้องเลิกวิ่งตามเทคโนโลยี ปั้นคนเป็น Job Creator สร้างยุคทองใน 20 ปี ข้างหน้า ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านการศึกษา แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เพราะหากประเทศยังต้องซื้อองค์ความรู้ เครื่องมือ และแพลตฟอร์มจากต่างชาติอยู่ตลอด การเติบโตระยะยาวก็อาจต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยศชนันชี้ไทยต้องเลิกวิ่งตามเทคโนโลยี ปั้นคนเป็น Job Creator สร้างยุคทองใน 20 ปี ข้างหน้า
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนบทบาทของคนไทยจาก Job Seeker หรือผู้รอสมัครงาน ไปสู่ Job Creator หรือผู้สร้างงานให้คนอื่น โดยเฉพาะในยุคที่ AI สามารถทำงานซ้ำ ๆ วิเคราะห์ข้อมูล และช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องมีทั้งความรู้เฉพาะทาง ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจธุรกิจ และทักษะในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี
การแบ่งการเรียนรู้แบบเดิมว่าใครเป็นสายวิทย์หรือสายศิลป์อาจไม่ตอบโจทย์โลกอนาคตอีกต่อไป เพราะปัญหาหลายอย่างต้องอาศัยความรู้จากหลายสาขามาทำงานร่วมกัน ทั้งวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิศวกรรม การออกแบบ เศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เมื่อ AI ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากศาสตร์ต่าง ๆ ได้ คนจึงควรมีความเชี่ยวชาญลึกอย่างน้อยหนึ่งด้าน หรือที่เรียกว่า Mastery พร้อมเปิดใจเรียนรู้ศาสตร์อื่นเพิ่มเติม
การเรียนรู้ตลอดชีวิตคือทักษะสำคัญ
ความรู้ในมหาวิทยาลัยอาจล้าสมัยภายในเวลาเพียงหนึ่งถึงสองปี โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีชีวภาพ ดังนั้นการเรียนจบจึงไม่ควรหมายถึงการสิ้นสุดของการเรียนรู้ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการ Reskill และ Upskill อย่างต่อเนื่อง
- สร้างความเชี่ยวชาญหลักที่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพหรือธุรกิจได้
- ใช้ AI เป็นผู้ช่วยค้นคว้า วิเคราะห์ และสร้างต้นแบบ
- เรียนรู้ทักษะใหม่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
- มองตลาดระดับโลกตั้งแต่เริ่มพัฒนาผลงาน
แนวคิดนี้ยังสะท้อนว่าคนไทยไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่ในตลาดภายในประเทศ เพราะนวัตกรรมที่ดีสามารถขยายไปสู่ตลาดต่างชาติได้ หากมีมาตรฐาน คุณภาพ และเรื่องราวที่ชัดเจน
โอกาสใหม่จากพันธุกรรม การแพทย์ และอวกาศ
หนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตที่มีศักยภาพสูงคือ Programmable Biology หรือชีววิทยาที่สามารถออกแบบและควบคุมได้ เทคโนโลยีลักษณะนี้อาจช่วยให้การเพาะเลี้ยงเซลล์ การพิมพ์อวัยวะ และการทดสอบยาเกิดขึ้นได้เร็วกว่าเดิมอย่างมาก จากกระบวนการที่เคยใช้เวลาหลายปีอาจลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งปี
ประเทศไทยยังมีโอกาสจากการพัฒนาข้อมูลพันธุกรรมผ่าน Genomics Thailand เฟส 2 ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ Precision Oncology หรือการรักษามะเร็งแบบจำเพาะบุคคล รวมถึง Human Digital Twin ที่จำลองข้อมูลสุขภาพของมนุษย์เพื่อช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและวางแผนการรักษาได้แม่นยำขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดการข้อมูลพันธุกรรมต้องเดินควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรม
นอกจากการแพทย์แล้ว ไทยยังสามารถสร้างโอกาสจากงานวิจัยสมองเพื่อรองรับสังคมสูงวัย วัสดุใหม่จากผลผลิตทางการเกษตร คอมพิวเตอร์ควอนตัม และเทคโนโลยีอวกาศ การมีดาวเทียมจำนวนมากขึ้นจะช่วยให้สตาร์ทอัพและนักวิจัยเข้าถึงข้อมูลจริง เพื่อพัฒนาโซลูชันด้านการเกษตร ภัยพิบัติ การสื่อสาร การแพทย์ และหุ่นยนต์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ธรรมชาติไม่ใช่ต้นทุนที่มองข้ามได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือแนวคิด Nature Positive และ Natural Capital Balance ซึ่งมองว่าธรรมชาติควรถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีเศรษฐกิจ หากการผลิตสินค้าสร้างรายได้ 3 ล้านบาท แต่ทำลายดิน น้ำ ป่าไม้ หรือความหลากหลายทางชีวภาพคิดเป็นมูลค่า 4 ล้านบาท ประเทศก็ไม่ได้กำไรอย่างแท้จริง
การใช้จังหวัดน่านเป็นพื้นที่นำร่องหรือ Living Lab จึงเป็นตัวอย่างของการนำข้อมูลจริงมาทดลองนโยบาย โดยอาจต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน หรือ CCUS รวมถึงการสร้างรายได้จากความหลากหลายทางชีวภาพ แนวทางนี้จะทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่ภาระเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจและอาชีพรูปแบบใหม่
มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่สร้างผู้ประกอบการ
มหาวิทยาลัยในอนาคตไม่ควรทำหน้าที่เพียงมอบปริญญา แต่ต้องเป็นศูนย์บ่มเพาะความคิด ผลิตผลงาน และสร้างธุรกิจ โดยใช้จุดแข็งของแต่ละภูมิภาคเป็นห้องทดลองจริง เช่น เกษตรที่สูง ฟอสซิลไดโนเสาร์ ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือเศรษฐกิจทางทะเล
การมี Skill Bridge และ Future Skill Map จะช่วยเชื่อมโยงทักษะ ประสบการณ์ และวุฒิการศึกษาเข้าด้วยกัน ทำให้นายจ้างมองเห็นความสามารถของคนได้มากกว่าชื่อปริญญา ขณะเดียวกันการจัดตั้ง Holding Company ร่วมกับมหาวิทยาลัยและตลาดทุน รวมถึงการสนับสนุน Seed Money จะเปิดโอกาสให้นักศึกษานำผลงานวิจัยไปทดลองทำธุรกิจจริง
ในมุมของผู้ติดตามเทคโนโลยีและคอนเทนต์ใหม่ ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะการเปลี่ยนแปลงจะกระทบทั้งอาชีพ สื่อ บันเทิง การตลาด และธุรกิจออนไลน์ คนที่เริ่มใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ เรียนรู้ทักษะใหม่ และกล้าทดลองสร้างผลงาน จะมีโอกาสมากกว่าคนที่รอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนลงมือ
ท้ายที่สุด การสร้างยุคทองของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนในถนน อาคาร หรือโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ศูนย์วิจัย นักวิจัย ข้อมูล และระบบสนับสนุนผู้ประกอบการด้วย หากวันนี้ทุกภาคส่วนช่วยกันเปลี่ยนคนไทยจากผู้ตามให้เป็นผู้สร้าง ประเทศก็มีโอกาสเปลี่ยนจากผู้บริโภคเทคโนโลยีไปสู่ผู้กำหนดทิศทางของโลกได้
ข้อคิดสำคัญคือ อย่ารอให้งานแห่งอนาคตเดินมาหาเรา แต่ควรเริ่มสร้างทักษะ ผลงาน และธุรกิจที่จะสร้างงานให้คนอื่นตั้งแต่วันนี้
ที่มา – ยศชนันชี้ไทยต้องเลิกวิ่งตามเทคโนโลยี ปั้นคนเป็น Job Creator สร้างยุคทองใน 20 ปี ข้างหน้า
