ดร.คงกระพัน ชี้ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของไทย ผนึกโครงสร้างพื้นฐาน-เครือข่ายพันธมิตร สร้างแต้มต่อทางพลังงานไทย
เรื่องพลังงานอาจฟังดูไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้า ไปจนถึงความสามารถของธุรกิจไทยในการแข่งขันบนเวทีโลก ในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวนมากขึ้น ความมั่นคงทางพลังงานจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เวที Securing Thai Energy Advantage เปลี่ยนความมั่นคงพลังงานสู่แต้มต่อของไทย ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนภาพใหญ่ของระบบพลังงานไทย พร้อมชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ หากมีโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายพันธมิตร และการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น
ดร.คงกระพัน ชี้ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของไทย ผนึกโครงสร้างพื้นฐาน-เครือข่ายพันธมิตร สร้างแต้มต่อทางพลังงานไทย
หัวใจสำคัญของมุมมองครั้งนี้คือ ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกประมาณ 20–30 ปีข้างหน้า แม้พลังงานหมุนเวียนจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ต้นทุน และความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้ายังเป็นข้อจำกัดที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา
ดร.คงกระพันอธิบายผ่านแนวคิด Energy Trilemma ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน ในช่วงวิกฤต สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการมีพลังงานเพียงพอ เพราะหากพลังงานหยุดชะงัก กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การผลิต และการดำเนินชีวิตของประชาชนก็จะได้รับผลกระทบทันที
อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับความมั่นคงไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะละเลยเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ก๊าซธรรมชาติควรถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในช่วงเปลี่ยนผ่านควบคู่กับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำให้ระบบพลังงานเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงสร้างพื้นฐานพลังงานคือแต้มต่อที่สร้างจากการลงทุนระยะยาว
หนึ่งในจุดแข็งของไทยคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 48 ปี ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีคุณภาพสูงและสามารถนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญของสินค้าหลากหลายประเภท
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีสร้างมูลค่าประมาณ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 500,000 ตำแหน่ง ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสมัยใหม่
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับระบบพลังงานในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงสถานีรับและจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG Terminal ที่เปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง รองรับปริมาณรวมราว 19 ล้านตันต่อปี และอยู่ระหว่างการก่อสร้างแห่งที่ 3 ความพร้อมเหล่านี้ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหาพลังงาน และทำให้ไทยรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ดีขึ้น
เครือข่ายจัดหาน้ำมันช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตโลก
ประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 90% ของความต้องการใช้ ดังนั้น ความยืดหยุ่นของโรงกลั่นและเครือข่ายจัดหาจึงมีความสำคัญอย่างมาก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลกได้หลากหลายมากขึ้น
การปรับปรุงดังกล่าวช่วยให้โรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องและปลอดภัย แม้เกิดความผันผวนในตลาดโลก ขณะเดียวกัน เครือข่ายสำนักงานเทรดดิ้งในฮิวสตัน ลอนดอน สิงคโปร์ และอาบูดาบี ยังทำให้สามารถประสานงานจัดหาน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตก สหรัฐอเมริกา หรืออเมริกาใต้ เพื่อทดแทนแหล่งเดิมได้อย่างรวดเร็ว
จุดนี้สะท้อนว่า ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้เกิดจากการมีทรัพยากรภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีแผนสำรอง พันธมิตรที่หลากหลาย และระบบโลจิสติกส์ที่พร้อมปรับตัว หากเส้นทางขนส่งสำคัญเกิดปัญหา ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนแหล่งนำเข้าและรักษาความต่อเนื่องของระบบไว้ได้
เดินหน้าสู่ Net Zero ด้วย CCS และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
สำหรับเป้าหมายระยะยาว ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานแบบเดิมไปสู่ระบบที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมากขึ้น เทคโนโลยี CCS จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยมีเป้าหมายพัฒนาโครงการ CCS เชิงพาณิชย์ให้เกิดขึ้นภายในปี 2033–2034
ปัจจุบันมีการเริ่มต้นโครงการนำร่องที่แหล่งอาทิตย์ เพื่อกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ชั้นหินใต้ทะเล ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ หรือ I-SPARK ที่มาบตาพุด เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเป้าหมายสำคัญคือการสนับสนุนประเทศไทยให้มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050
- ความมั่นคง: มีเชื้อเพลิงและระบบสำรองเพียงพอในภาวะวิกฤต
- ความสามารถในการแข่งขัน: รักษาต้นทุนพลังงานให้อยู่ในระดับที่ธุรกิจและประชาชนเข้าถึงได้
- ความยั่งยืน: ลดการปล่อยคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีและการลงทุนที่เหมาะสม
โดยสรุป ดร.คงกระพัน ชี้ก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของไทย ผนึกโครงสร้างพื้นฐาน-เครือข่ายพันธมิตร สร้างแต้มต่อทางพลังงานไทย ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านพลังงาน แต่เป็นภาพสะท้อนของการวางแผนประเทศในระยะยาว การใช้ก๊าซธรรมชาติในช่วงเปลี่ยนผ่านควรเดินคู่ไปกับการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน การพัฒนา CCS และการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ สิ่งที่ควรติดตามต่อไปคือความคืบหน้าของโครงสร้างพื้นฐาน LNG เทคโนโลยี CCS และนโยบายพลังงานสะอาด เพราะทั้งสามเรื่องจะมีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่าย ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต การสร้างความมั่นคงทางพลังงานจึงไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของรัฐ ธุรกิจ และสังคมไทย
