ประชาคม มช. ค้านรื้อ ‘หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน’ จี้เปิดข้อมูลประเมินโครงสร้าง

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารในแวดวงมหาวิทยาลัยคงได้เห็นกระแสการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งประเด็นที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากคือ ประชาคม มช. ค้านรื้อ ‘หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน’ จี้เปิดข้อมูลประเมินโครงสร้าง โดยกลุ่มนักศึกษา SAAP 24:7 ร่วมกับศิษย์เก่าและอาจารย์ ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความชัดเจนจากทางมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับแผนการรื้อถอนอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และความทรงจำของชาว มช. หลายรุ่น

เหตุผลที่ประชาคม มช. ค้านรื้อ ‘หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน’ จี้เปิดข้อมูลประเมินโครงสร้าง

การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะทางตัวแทนนักศึกษาได้ยื่นข้อเรียกร้องที่เน้นไปที่ “ความโปร่งใส” เป็นหลัก โดยต้องการให้มหาวิทยาลัยเปิดเผยเอกสารสำคัญ เช่น รายงานการประเมินความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร รายละเอียด TOR ราคากลาง และสัญญารื้อถอนต่างๆ รวมถึงข้อมูลการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแง่มุมของการอนุรักษ์ เพราะหลายคนมองว่าอาคารเหล่านี้ไม่ได้มีแค่คุณค่าทางสถาปัตยกรรม แต่ยังมีคุณค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ด้วย

ทางด้านคุณเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมชื่อดังที่เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นที่น่าสนใจว่า สถานการณ์นี้มีความคล้ายคลึงกับกรณีศาลเจ้าแม่ทับทิมที่เคยเป็นข่าวดังในกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการรักษามรดกทางวัฒนธรรมมากขึ้น คุณเนติวิทย์ย้ำว่าไม่อยากให้ มช. เดินซ้ำรอยเดิมที่อาคารเก่าแก่ต้องถูกทุบทำลายจนกลายเป็นเพียงความทรงจำที่หายไป

ทำไมต้องหันมาใส่ใจเรื่องการรื้อถอนในมหาวิทยาลัย?

  • ความโปร่งใส: ข้อมูลการตัดสินใจต้องตรวจสอบได้และเปิดเผยต่อสาธารณะ
  • คุณค่าทางประวัติศาสตร์: อาคารเก่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชุมชนและมหาวิทยาลัย
  • สิทธิการมีส่วนร่วม: นักศึกษาและศิษย์เก่าควรมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของพื้นที่ในมหาวิทยาลัย

ในมุมมองของผู้ที่ติดตามข่าวสารอย่างเรา ประเด็นการรื้อถอนนี้ไม่ใช่เรื่องของการขัดขวางการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการ “วางแผนอย่างสมดุล” มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถรักษาความทรงจำควบคู่ไปกับความทันสมัยได้อย่างไร การรับฟังเสียงของประชาคมถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล

หากเรามองไปที่เทรนด์ทั่วโลก หลายมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างเลือกใช้แนวทางการปรับปรุงอาคารเก่าให้ใช้งานได้ใหม่ (Adaptive Reuse) แทนการทุบทิ้ง เพราะนอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่เอาไว้ด้วย ผมหวังว่าทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบด้าน และหันมาพูดคุยหาทางออกร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นครับ

หากใครที่สนใจติดตามเรื่องนี้ต่อ แนะนำให้คอยอัปเดตแถลงการณ์จากมหาวิทยาลัยและประกาศจากกลุ่มนักศึกษาอย่างใกล้ชิด เพราะความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการพื้นที่ประวัติศาสตร์ในรั้วสถานศึกษาของไทยเราในอนาคตครับ

ที่มา – ประชาคม มช. ค้านรื้อ ‘หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน’ จี้เปิดข้อมูลประเมินโครงสร้าง ด้านเนติวิทย์ หวั่นซ้ำรอยศาลเจ้าแม่ทับทิม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *