นักวิทยาศาสตร์พบเชื้อแผลเชื่อมโยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

นักวิทยาศาสตร์พบเชื้อแผลเชื่อมโยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ หลังงานวิจัยใหม่ชี้ว่าเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori หรือ H. pylori ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของแผลในกระเพาะอาหาร อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในผู้คนทั่วโลกมากกว่าที่เคยคาดคิด แม้ผลการศึกษายังไม่สามารถยืนยันว่าเชื้อนี้เป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งทุกกรณี แต่ข้อค้นพบดังกล่าวทำให้วงการแพทย์หันมาให้ความสนใจกับการตรวจหาและรักษาเชื้อชนิดนี้มากขึ้น

ทีมนักวิจัยจากฮ่องกงวิเคราะห์ข้อมูลจากงานศึกษาก่อนหน้าหลายสิบชิ้น ซึ่งรวมข้อมูลผู้คนประมาณ 48.7 ล้านคนจากหลายประเทศ ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ที่ติดเชื้อ H. pylori อาจมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้นประมาณ 59 เปอร์เซ็นต์ เมื่อประเมินในระดับประชากร นักวิจัยคาดว่าอาจมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั่วโลกมากถึง 22 เปอร์เซ็นต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสเชื้อนี้

นักวิทยาศาสตร์พบเชื้อแผลเชื่อมโยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการ ไม่ใช่การยืนยันว่าผู้ติดเชื้อทุกคนจะต้องเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ งานวิจัยแต่ละชิ้นใช้วิธีเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง และช่วงเวลาติดตามที่แตกต่างกัน เมื่อนักวิจัยเลือกวิเคราะห์เฉพาะข้อมูลบางส่วน สัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งที่อาจเกี่ยวข้องกับ H. pylori ลดลงเหลือประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อแบคทีเรียกับมะเร็งยังต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ

นักวิทยาศาสตร์พบเชื้อแผลเชื่อมโยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างไร

H. pylori เป็นแบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของมนุษย์ได้เป็นเวลานาน ผู้คนมากกว่าครึ่งโลกอาจเคยติดเชื้อนี้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต หลายคนไม่มีอาการชัดเจนและไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้ออยู่ อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง เชื้ออาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และเพิ่มโอกาสเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น

ในอดีต แพทย์ทราบมานานแล้วว่าเชื้อ H. pylori มีความเกี่ยวข้องกับแผลในกระเพาะอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร องค์การอนามัยโลกจัดให้เชื้อนี้เป็นหนึ่งในเชื้อก่อมะเร็งที่สำคัญ แม้กลไกที่เชื่อมโยงกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังไม่ชัดเจน แต่นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การอักเสบเรื้อรัง การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกัน และความเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร อาจมีบทบาทต่อความเสี่ยงดังกล่าว

  • การอักเสบต่อเนื่อง: การติดเชื้อเรื้อรังอาจกระตุ้นการอักเสบในร่างกายเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความผิดปกติของเซลล์
  • การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์: เชื้อในกระเพาะอาหารอาจส่งผลต่อสมดุลของแบคทีเรียในทางเดินอาหารส่วนอื่น
  • ปัจจัยร่วมหลายด้าน: พันธุกรรม อาหาร การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักตัว และอายุ ล้วนมีผลต่อความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ความแตกต่างระหว่างประเทศ: ระดับการติดเชื้อ พฤติกรรมสุขภาพ และระบบคัดกรองมะเร็งของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน จึงทำให้ความเสี่ยงแตกต่างกันได้

เชื้อในกระเพาะอาหารตรวจพบและรักษาได้

ประเด็นสำคัญจากงานวิจัยนี้คือ H. pylori เป็นเชื้อที่สามารถตรวจหาได้ค่อนข้างง่าย แพทย์อาจเลือกใช้การตรวจลมหายใจ การตรวจอุจจาระ การตรวจเลือด หรือการเก็บตัวอย่างระหว่างการส่องกล้อง ทั้งนี้วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอาการ ประวัติการรักษา และดุลยพินิจของแพทย์ ผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติแผลในกระเพาะอาหาร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความจำเป็นในการตรวจ

หากพบเชื้อ แพทย์มักรักษาด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรดหรือยาที่ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร การรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำมีความสำคัญมาก เพราะการหยุดยาเองหรือใช้ยาไม่ถูกต้องอาจทำให้เชื้อดื้อยาและรักษาได้ยากขึ้น หลังการรักษา แพทย์อาจนัดตรวจซ้ำเพื่อยืนยันว่ากำจัดเชื้อได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเพียงเพราะกังวลเรื่องเชื้อ H. pylori การใช้ยาโดยไม่มีการตรวจและคำแนะนำจากแพทย์อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา และทำให้การวินิจฉัยโรคอื่นล่าช้า

ความหมายต่อการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

นักวิจัยมองว่าโครงการตรวจคัดกรองและรักษา H. pylori อาจช่วยลดภาระโรคในพื้นที่ที่มีอัตราการติดเชื้อสูง โดยเฉพาะประเทศหรือชุมชนที่ประชาชนเข้าถึงการตรวจสุขภาพได้จำกัด ปัจจุบันมีหลักฐานว่าการตรวจและรักษาเชื้อในกลุ่มเสี่ยงอาจช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคตได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการกำจัดเชื้อจะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้โดยตรง

นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกร้องให้มีการศึกษาระยะยาวที่ติดตามผู้เข้าร่วมเป็นเวลาหลายปี เพื่อเปรียบเทียบผู้ที่ได้รับการรักษาเชื้อกับผู้ที่ไม่ได้รับการรักษา การศึกษาลักษณะนี้จะช่วยตอบคำถามว่า การกำจัด H. pylori สามารถลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้จริงหรือไม่ รวมถึงช่วยระบุว่ากลุ่มใดจะได้รับประโยชน์จากการตรวจคัดกรองมากที่สุด

ดูแลสุขภาพอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง

แม้ผลการศึกษาจะน่าสนใจ แต่การป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ควรพึ่งการตรวจหาเชื้อเพียงอย่างเดียว ทุกคนควรใส่ใจกับพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามอายุหรือระดับความเสี่ยงของตนเอง แนวทางที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  • รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีใยอาหารอย่างเหมาะสม
  • ลดการรับประทานเนื้อแปรรูป เนื้อแดง อาหารทอด และอาหารที่มีไขมันสูง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • สังเกตสัญญาณเตือน เช่น ถ่ายเป็นเลือด การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง น้ำหนักลด หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวหรือมีโรคลำไส้บางชนิด

โดยสรุป งานวิจัยที่ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์พบเชื้อแผลเชื่อมโยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นสัญญาณให้เกิดการศึกษาต่อ ไม่ใช่เหตุผลให้ตื่นตระหนกหรือสรุปว่าเชื้อเป็นต้นเหตุของมะเร็งทั้งหมด ผู้ที่มีอาการผิดปกติหรือกังวลว่าตนเองอาจติดเชื้อควรพูดคุยกับแพทย์ การตรวจที่เหมาะสม การรักษาอย่างถูกต้อง และการคัดกรองมะเร็งตามคำแนะนำยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ

ความเห็นส่วนตัวคือ ผลการศึกษานี้ย้ำให้เห็นว่าการป้องกันโรคมะเร็งอาจเริ่มจากการจัดการปัจจัยเสี่ยงเล็ก ๆ ที่ตรวจพบและรักษาได้ แต่ควรใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ และไม่ละเลยการดูแลสุขภาพด้านอื่นร่วมกัน

ที่มา – Scientists Find Worrying Link Between Common Ulcer Germ and Colorectal Cancer

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *