ชัชชาติ ยันโครงการรถขยะ EV 1,347 คัน จำเป็นต่อ กทม. ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประหยัดงบเชื้อเพลิง 4,745 ล้านบาท

กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าอีกก้าวสำคัญด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม หลัง ชัชชาติ ยันโครงการรถขยะ EV 1,347 คัน จำเป็นต่อ กทม. ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประหยัดงบเชื้อเพลิง 4,745 ล้านบาท โดยโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า หรือรถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ของสภากรุงเทพมหานคร ในร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 93,918 ล้านบาท

ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเปลี่ยนรถขยะจากเครื่องยนต์ดีเซลมาใช้ระบบไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนทิศทางการนำเทคโนโลยีสะอาดเข้ามาปรับปรุงบริการสาธารณะให้เหมาะกับเมืองยุคใหม่ รถเก็บขยะเป็นยานพาหนะที่ต้องทำงานทุกวัน วิ่งผ่านชุมชนจำนวนมาก และมักปฏิบัติงานในช่วงกลางคืน ดังนั้น การเลือกใช้รถที่ปล่อยมลพิษต่ำและมีเสียงรบกวนน้อยจึงมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

ชัชชาติ ยันโครงการรถขยะ EV 1,347 คัน จำเป็นต่อ กทม. ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประหยัดงบเชื้อเพลิง 4,745 ล้านบาท

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถดีเซลไปสู่รถขยะ EV เป็นความท้าทายที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งในด้านงบประมาณ ระบบชาร์จไฟ การบำรุงรักษา และการทดสอบสมรรถนะก่อนใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถือเป็นก้าวที่จำเป็น เพราะกรุงเทพฯ ต้องยกระดับระบบสาธารณูปโภคให้สอดคล้องกับนโยบายลดการปล่อยมลพิษของภาครัฐ

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีที่สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานรัฐ โดยมีเป้าหมายผลักดันยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ หรือ Zero Emission Vehicle ให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี 2573 เมื่อมองในภาพใหญ่ รถขยะ EV จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างเมืองให้รองรับพลังงานสะอาด ไม่ต่างจากการติดตั้งสถานีชาร์จ การใช้รถโดยสารไฟฟ้า หรือการพัฒนาระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ

ลดมลพิษและเสียงรบกวนในพื้นที่ชุมชน

ข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดของรถขยะ EV คือการลดการปล่อยไอเสียจากเครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซเรือนกระจก การลดมลพิษเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในกรุงเทพฯ ซึ่งมีปัญหาคุณภาพอากาศจากการจราจรและกิจกรรมในเมืองเป็นระยะ

นอกจากเรื่องอากาศสะอาดแล้ว รถไฟฟ้ายังทำงานเงียบกว่ารถดีเซลอย่างชัดเจน ความเงียบนี้เหมาะกับภารกิจเก็บขยะในช่วงกลางคืน เพราะช่วยลดเสียงรบกวนผู้อยู่อาศัยในชุมชน โดยเฉพาะบริเวณอาคารพักอาศัย โรงพยาบาล โรงเรียน และตรอกซอยที่มีพื้นที่จำกัด สำหรับคนทั่วไป รถขยะอาจเป็นภาพที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่การเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ได้ในระยะยาว

ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว

ด้านความคุ้มค่าทางการเงิน ชัชชาติระบุว่า อัตราค่าเช่ารถ EV ต่ำกว่าสัญญาเช่ารถดีเซลเดิมเมื่อปี 2563 ประมาณร้อยละ 7 ถึง 10 หากคำนวณจากระยะทางวิ่งเฉลี่ย 200 กิโลเมตรต่อวัน รถขยะ EV ทั้ง 1,347 คันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอดสัญญา 5 ปีได้ประมาณ 4,745 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 949 ล้านบาท

เมื่อแยกตัวเลขให้เข้าใจง่าย ภาระค่าไฟฟ้าตลอดระยะเวลา 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 4,011 ล้านบาท ขณะที่รถดีเซลเดิมต้องใช้ค่าเชื้อเพลิงสูงถึงประมาณ 8,756 ล้านบาท นั่นหมายความว่า กทม. อาจประหยัดงบเชื้อเพลิงได้ถึงร้อยละ 54 ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า รถไฟฟ้าไม่ได้ตอบโจทย์แค่สิ่งแวดล้อม แต่ยังมีโอกาสช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของเมืองด้วย

  • ลดการพึ่งพาน้ำมัน: งบประมาณมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวนลดลง
  • วางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น: ค่าไฟฟ้าและระบบชาร์จสามารถบริหารจัดการเป็นรอบการทำงาน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ: รถรุ่นใหม่มีระบบติดตามและตรวจสอบการทำงานได้ละเอียดขึ้น
  • ลดผลกระทบต่อเมือง: มลพิษทางอากาศและเสียงรบกวนมีแนวโน้มลดลง

ความโปร่งใสและการเตรียมความพร้อมก่อนใช้งาน

สำหรับข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส กรุงเทพมหานครได้นำโครงการเข้าสู่กระบวนการข้อตกลงคุณธรรม หรือ Integrity Pact เพื่อเปิดให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอน วิธีการดังกล่าวช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้มากขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสาธารณะ

กทม. ยังยืนยันว่าไม่มีนโยบายเลิกจ้างพนักงานเก็บขยะเดิม เนื่องจากงานจัดเก็บขยะเป็นบริการพื้นฐานที่ไม่สามารถหยุดได้ การปรับกำลังคนจะใช้วิธีทยอยลดตามการเกษียณอายุราชการในระยะยาว พร้อมปรับทักษะการทำงานให้สอดคล้องกับรถและระบบใหม่ ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการเปลี่ยนเทคโนโลยีจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อบุคลากรได้รับการฝึกอบรมและมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน กทม. ได้ร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงเพื่อวางระบบชาร์จไฟ และเตรียมทดสอบสมรรถนะของรถอย่างเข้มงวดก่อนนำมาใช้งานจริง การทดสอบควรครอบคลุมระยะทางต่อการชาร์จ ความสามารถในการบรรทุก ความปลอดภัย ระบบเบรก การทำงานในสภาพอากาศร้อน และความพร้อมของศูนย์ซ่อมบำรุง เพื่อให้รถสามารถทำงานได้ต่อเนื่องตามภารกิจจริง

หากงบประมาณปี 2570 ไม่ผ่านการพิจารณา กทม. อาจต้องต่อสัญญาเช่ารถดีเซลเดิมไปอีกประมาณ 2 ปี ซึ่งรถเหล่านั้นมีอายุการใช้งานมากขึ้นและอาจมีค่าใช้จ่ายด้านซ่อมบำรุง รวมถึงผลกระทบต่อมลพิษสูงกว่าเดิม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โครงการรถขยะ EV ถูกมองว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อหรือเช่ารถเท่านั้น

เทคโนโลยีเมืองกับอนาคตของกรุงเทพฯ

นอกจากรถขยะ EV แล้ว ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น โดรนดับเพลิง มาช่วยสนับสนุนการส่งน้ำและระงับเหตุเพลิงไหม้ โดยเฉพาะอาคารสูงหรือพื้นที่ที่รถกระเช้าเข้าถึงได้ยาก แนวคิดนี้สะท้อนว่าการบริหารเมืองในอนาคตจำเป็นต้องใช้ทั้งข้อมูล อุปกรณ์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกัน

โดยสรุป ชัชชาติ ยันโครงการรถขยะ EV 1,347 คัน จำเป็นต่อ กทม. ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประหยัดงบเชื้อเพลิง 4,745 ล้านบาท เป็นข่าวที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเมืองได้ชัดเจน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม งบประมาณ และคุณภาพบริการประชาชน สิ่งที่ควรติดตามต่อไปคือผลการพิจารณางบประมาณ ความโปร่งใสของสัญญา และประสิทธิภาพการใช้งานจริง หากโครงการเดินหน้าได้ตามแผน กรุงเทพฯ ก็จะมีโอกาสเป็นเมืองที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาใกล้ตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลและร่วมตรวจสอบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกคน

ที่มา – ชัชชาติ ยันโครงการรถขยะ EV 1,347 คัน จำเป็นต่อ กทม. ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประหยัดงบเชื้อเพลิง 4,745 ล้านบาท

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *