ศุภมาสยืนยันแผนควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส แค่กระแสข่าว ย้ำอยู่ระหว่างดำเนินการไม่ให้ อสมท. ขาดทุน
ประเด็นเรื่องการควบรวมระหว่าง อสมท. และไทยพีบีเอส กลายเป็นกระแสข่าวที่ได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงสื่อ บุคลากรในองค์กร และประชาชนที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล อสมท. ออกมายืนยันว่า ข่าวดังกล่าวยังเป็นเพียงกระแสข่าว และขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแผนควบรวมแต่อย่างใด
สำหรับหัวข้อ “ศุภมาสยืนยันแผนควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส แค่กระแสข่าว ย้ำอยู่ระหว่างดำเนินการไม่ให้ อสมท. ขาดทุน” สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการติดตามและบริหารจัดการองค์กร ไม่ใช่การประกาศนโยบายควบรวมที่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
ศุภมาสยืนยันแผนควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส แค่กระแสข่าว
ศุภมาสเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องกระแสข่าวการควบรวม อสมท. กับไทยพีบีเอสมาก่อน เมื่อสอบถามผู้บริหาร อสมท. ก็ได้รับคำตอบว่า องค์กรยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องการควบรวมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น บุคลากรและผู้ติดตามข่าวจึงยังไม่ควรด่วนสรุปว่าการควบรวมจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
ประเด็นสำคัญคือ ข่าวดังกล่าวมีการอ้างอิงแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง แต่ยังไม่มีเอกสารหรือประกาศอย่างเป็นทางการรองรับ รัฐมนตรีจึงต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความกังวลของพนักงาน โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านด้านผู้บริหารและการวางทิศทางใหม่
อสมท. เร่งทำงานร่วมกับ สคร. แก้ปัญหาขาดทุน
แม้แผนควบรวมจะยังเป็นเพียงข่าว แต่ อสมท. กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. อย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางดูแลสถานะทางการเงินขององค์กร หลังจาก อสมท. ประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การดำเนินงานในส่วนนี้จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยทั้งการวางแผนธุรกิจ การลดต้นทุน และการเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่
ในมุมของคนทำงานสื่อ การแก้ปัญหาขาดทุนไม่ได้หมายถึงการลดขนาดองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการปรับโครงสร้างให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้ชมยุคใหม่ด้วย ปัจจุบันผู้ชมไม่ได้รับคอนเทนต์จากโทรทัศน์แบบเดิมเท่านั้น แต่ยังติดตามรายการผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มวิดีโอ และโซเชียลมีเดีย การนำจุดแข็งของ อสมท. มาต่อยอดบนช่องทางเหล่านี้จึงอาจช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น
- ปรับผังรายการให้ตอบโจทย์ผู้ชมแต่ละกลุ่มมากขึ้น
- พัฒนาคอนเทนต์ที่เผยแพร่ได้ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และแพลตฟอร์มออนไลน์
- ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลผู้ชมเพื่อวางแผนการผลิตรายการ
- สร้างรายได้จากทรัพย์สิน บุคลากร และลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่มีอยู่
- เพิ่มความร่วมมือกับพันธมิตรด้านสื่อและธุรกิจดิจิทัล
ศุภมาสยังย้ำว่า ในฐานะผู้กำกับดูแล อสมท. รัฐบาลต้องการให้องค์กรและพนักงานมีขวัญกำลังใจ รวมถึงมีความมั่นคงในการทำงาน หากในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงนั้นควรนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้บุคลากรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนโดยขาดข้อมูลที่ชัดเจน
จุดแข็งของ อสมท. ยังมีโอกาสเติบโต
แม้สื่อดั้งเดิมจะเผชิญการแข่งขันสูง แต่อสมท. ยังมีทรัพยากรสำคัญหลายด้าน ทั้งสถานีโทรทัศน์ วิทยุ แพลตฟอร์ม เทคโนโลยี ทรัพย์สิน และบุคลากรที่มีประสบการณ์ ความได้เปรียบเหล่านี้สามารถนำมาพัฒนาเป็นระบบนิเวศสื่อที่เชื่อมโยงกันได้ หากองค์กรปรับรูปแบบการทำงานให้คล่องตัวและเข้าใจความต้องการของผู้ชมมากขึ้น
สำหรับผู้ชมทั่วไป ข่าวนี้ควรติดตามจากประกาศของหน่วยงานรัฐและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ไม่ควรเชื่อหรือแชร์ข้อมูลที่ยังไม่มีการยืนยัน เพราะเรื่องการควบรวมองค์กรสื่อมีผลต่อทั้งพนักงาน ผู้ผลิตรายการ คู่ค้า ผู้ลงโฆษณา และผู้ชมจำนวนมาก ขณะเดียวกัน การปรับผังรายการและการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารก็อาจส่งผลต่อทิศทางคอนเทนต์ของ อสมท. ในอนาคต
โดยสรุป “ศุภมาสยืนยันแผนควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส แค่กระแสข่าว ย้ำอยู่ระหว่างดำเนินการไม่ให้ อสมท. ขาดทุน” เป็นการยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนควบรวมที่ประกาศอย่างเป็นทางการ สิ่งที่กำลังดำเนินการคือการทำงานร่วมกับ สคร. เพื่อฟื้นฟูองค์กรและสร้างความมั่นคงในระยะยาว มองจากแนวโน้มอุตสาหกรรม สื่อที่จะอยู่รอดได้ไม่ใช่เพียงสื่อที่มีช่องทางจำนวนมาก แต่ต้องเป็นองค์กรที่ผลิตคอนเทนต์มีคุณภาพ เข้าใจผู้ชม และกระจายเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วบนทุกแพลตฟอร์ม ดังนั้น ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ พร้อมเปิดโอกาสให้ อสมท. พิสูจน์ศักยภาพผ่านการปรับตัวครั้งสำคัญนี้
ที่มา – ศุภมาสยืนยันแผนควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส แค่กระแสข่าว ย้ำอยู่ระหว่างดำเนินการไม่ให้ อสมท. ขาดทุน
