กรมควบคุมโรคลงพื้นที่ปราจีนบุรี คัดกรองสุขภาพ 250 ประชาชนเสี่ยงสัมผัสสารปิโตรเคมีช่วงน้ำท่วม ยันคุณภาพอากาศปลอดภัย
กรมควบคุมโรคลงพื้นที่ปราจีนบุรี คัดกรองสุขภาพ 250 ประชาชนเสี่ยงสัมผัสสารปิโตรเคมีช่วงน้ำท่วม ยันคุณภาพอากาศปลอดภัย เป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่และผู้ติดตามข่าวสุขภาพควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมที่อาจทำให้สารเคมีจากจุดทิ้งขยะอันตราย คราบน้ำมัน หรือน้ำปนเปื้อนกระจายเข้าสู่ชุมชนได้ง่ายขึ้น
กรมควบคุมโรคลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเพื่อเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชนที่อาจสัมผัสสารปิโตรเคมีผ่านน้ำ ตะกอน หรือคราบน้ำมัน การทำงานครั้งนี้ไม่ได้พิจารณาเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังประเมินประวัติการสัมผัส ระยะเวลาที่สัมผัส และลักษณะกิจกรรมของแต่ละคน เพื่อนำไปจัดระดับความเสี่ยงและวางแนวทางดูแลได้อย่างเหมาะสม
กรมควบคุมโรคลงพื้นที่ปราจีนบุรี คัดกรองสุขภาพ 250 ประชาชนเสี่ยงสัมผัสสารปิโตรเคมีช่วงน้ำท่วม ยันคุณภาพอากาศปลอดภัย
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ทีมปฏิบัติงานได้ลงพื้นที่คัดกรองสุขภาพประชาชนในรัศมีประมาณ 2-7 กิโลเมตรจากจุดทิ้งขยะอันตรายและแนวคราบน้ำมัน ครอบคลุมตำบลคู้ลำพันและตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ รวมถึงตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี มีประชาชนเข้ารับการคัดกรองทั้งหมด 250 ราย
ผลการประเมินแบ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง 52 ราย กลุ่มเสี่ยงปานกลาง 145 ราย และกลุ่มเสี่ยงต่ำ 53 ราย แม้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ามีประชาชนบางส่วนควรติดตามสุขภาพอย่างใกล้ชิด แต่ข่าวดีคือยังไม่พบผู้ที่มีอาการเข้าข่ายอันตรายจากการคัดกรองเบื้องต้น การสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ชุมชนรับมือกับสถานการณ์ได้โดยไม่ตื่นตระหนกเกินความจำเป็น
ตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยงสูงเพื่อประเมินสารปิโตรเคมี
สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างปัสสาวะจำนวน 50 ราย เพื่อตรวจหาสารที่อาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสปิโตรเคมี ได้แก่ โทลูอีน สไตรีน เบนซีน และสารหนู ผลตรวจจะถูกนำไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลประวัติการสัมผัส ไม่ควรใช้ผลตรวจเพียงอย่างเดียวในการสรุปว่าบุคคลใดเจ็บป่วยหรือได้รับสารเคมีในระดับอันตราย
สารแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและผลกระทบต่อร่างกายแตกต่างกัน การประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญ หากประชาชนมีประวัติเดินลุยน้ำ ทำความสะอาดคราบน้ำมัน หรืออยู่ใกล้พื้นที่ปนเปื้อนเป็นเวลานาน ควรแจ้งข้อมูลตามความเป็นจริง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ผลตรวจอากาศยังอยู่ในระดับปลอดภัย
นอกจากการคัดกรองประชาชนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยเครื่อง GC portable ในพื้นที่ตำบลโคกปีบจำนวน 2 จุด ผลการตรวจพบว่าปริมาณสารระเหยกลุ่ม BTEXS ก๊าซไข่เน่า หรือ H2S และสาร 1,3-Butadiene อยู่ต่ำกว่าขีดจำกัดความสามารถในการตรวจวัด หรือ LOD จึงถือว่ายังอยู่ในระดับที่ปลอดภัยจากการตรวจครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ปลอดภัย” ควรเข้าใจควบคู่กับการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพน้ำ ระดับตะกอน ทิศทางลม และกิจกรรมในพื้นที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ การตรวจวัดเป็นระยะ รวมถึงการรับฟังประกาศจากหน่วยงานรัฐ จะช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้เหมาะสมกว่าการอาศัยกลิ่นหรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
คำแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ ตะกอน หรือคราบน้ำมันที่สงสัยว่าอาจปนเปื้อน
- หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูต เสื้อผ้ามิดชิด และปิดแผลบนผิวหนังให้สนิท
- หลังสัมผัสน้ำหรือพื้นที่เสี่ยง ให้รีบล้างตัวด้วยน้ำสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
- งดบริโภคสัตว์น้ำและผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่เสี่ยง จนกว่าจะมีการยืนยันความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- เก็บภาพหรือจดจำลักษณะพื้นที่และช่วงเวลาที่สัมผัสสารเคมี เพื่อใช้ประกอบการพบแพทย์
ประชาชนควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคัน แสบตา ไอ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่สะดวก หากมีอาการเหล่านี้ควรออกจากพื้นที่เสี่ยงทันทีและไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสสารเคมีอย่างละเอียด การบอกข้อมูลที่ครบถ้วนจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและให้คำแนะนำได้ตรงจุดมากขึ้น
โดยสรุป กรมควบคุมโรคลงพื้นที่ปราจีนบุรี คัดกรองสุขภาพ 250 ประชาชนเสี่ยงสัมผัสสารปิโตรเคมีช่วงน้ำท่วม ยันคุณภาพอากาศปลอดภัย สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจเชิงรุกและการสื่อสารกับประชาชนในภาวะฉุกเฉิน แม้ผลตรวจอากาศเบื้องต้นยังอยู่ในระดับปลอดภัย แต่ทุกคนควรป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ติดตามประกาศจากทางการ และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันความปลอดภัย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ในมุมมองของผู้เขียน การรับมือสารเคมีช่วงน้ำท่วมในอนาคตควรผสานข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยีตรวจวัดแบบพกพา และระบบแจ้งเตือนที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เพราะการรู้ข้อมูลเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ชุมชนฟื้นตัวได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
