กลโกงชาวอเมริกันอายุเกิน 60 แย่ลงแค่ไหน

รายงานข้อมูลใหม่จากคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ หรือ FTC กำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งใหญ่เกี่ยวกับ กลโกงชาวอเมริกันอายุเกิน 60 แย่ลงแค่ไหน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้สูงอายุไม่ได้เพียงพบการหลอกลวงบ่อยขึ้นเท่านั้น แต่ยังสูญเสียเงินจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมิจฉาชีพใช้ความไว้วางใจ ความเหงา และความกังวลด้านความปลอดภัยมาเป็นเครื่องมือ

รายงานฉบับใหม่ซึ่งจัดทำตามกฎหมาย Elder Abuse Prevention and Prosecution Act ปี 2017 ระบุว่า เงินที่ผู้สูงอายุรายงานต่อ FTC ว่าสูญเสียจากการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นจากประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 เป็น 3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ตัวเลขนี้อาจยังต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก เพราะเหยื่อจำนวนมากไม่กล้าแจ้งความ ไม่รู้ว่าจะรายงานที่ใด หรือรู้สึกอับอายที่ถูกหลอก

กลโกงชาวอเมริกันอายุเกิน 60 แย่ลงแค่ไหน

FTC ประเมินว่า ความเสียหายที่แท้จริงในปี 2025 อาจอยู่ระหว่าง 13,500 ล้านดอลลาร์ถึง 119,500 ล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับวิธีคำนวณและระดับการรายงานที่หายไป นอกจากนี้ ความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นถึง 47% เมื่อเทียบกับปี 2024 ความแตกต่างระหว่างตัวเลขที่รายงานกับความเสียหายจริงสะท้อนว่า ปัญหานี้อาจใหญ่กว่าที่สังคมมองเห็นหลายเท่า

ผู้สูงอายุในสหรัฐฯ มีทรัพย์สินสะสมมากกว่าคนวัยหนุ่มสาวโดยเฉลี่ย กลุ่ม Baby Boomers ซึ่งมีอายุประมาณ 62-80 ปี ถือครองทรัพย์สินของประเทศราว 51% ขณะที่คนรุ่น Gen X ถือครองประมาณ 26% และ Millennials ถือครองประมาณ 11% การมีเงินออม บ้าน เงินลงทุน และบัญชีเกษียณ ทำให้ผู้สูงอายุกลายเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจของมิจฉาชีพ

กลุ่มที่มีอายุมากกว่า 80 ปี หรือ Silent Generation รายงานความเสียหายต่อเหตุการณ์ในระดับสูงที่สุด โดยค่าความเสียหายมัธยฐานอยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์ ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ การสูญเสียมากกว่า 100,000 ดอลลาร์เพิ่มขึ้นเกือบเจ็ดเท่าระหว่างปี 2020 ถึง 2025 แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้คิดเป็นเพียง 6% ของรายงานทั้งหมด แต่กลับคิดเป็น 70% ของมูลค่าความเสียหายรวม

กลโกงชาวอเมริกันอายุเกิน 60 แย่ลงแค่ไหนจากรูปแบบการหลอกลวง

รูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุมีหลายประเภท และมักเริ่มต้นจากช่องทางที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น โทรศัพท์ โซเชียลมีเดีย อีเมล หรือข้อความสั้น มิจฉาชีพอาจใช้โลโก้ของธนาคาร ชื่อหน่วยงานรัฐ หรือภาพของคนดัง เพื่อทำให้เหยื่อรู้สึกว่ากำลังติดต่อกับองค์กรจริง

  • หลอกลงทุน: สัญญาผลตอบแทนสูงและความเสี่ยงต่ำ มักชักชวนให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหรือแพลตฟอร์มปลอม
  • ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ: อ้างว่าเหยื่อมีคดี มีภาษีค้างจ่าย หรือจำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อป้องกันการถูกจับ
  • ปลอมเป็นบริษัทหรือธนาคาร: แจ้งว่าบัญชีมีปัญหา แล้วขอรหัสผ่าน รหัสยืนยัน หรือให้โอนเงินเพื่อความปลอดภัย
  • หลอกความรัก: สร้างความสัมพันธ์ผ่านอินเทอร์เน็ต ก่อนขอเงินสำหรับค่ารักษา ค่าเดินทาง หรือเหตุฉุกเฉิน
  • หลอกฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค: อ้างว่าคอมพิวเตอร์ติดไวรัส แล้วขอเข้าถึงอุปกรณ์หรือบัญชีธนาคาร
  • ลอตเตอรี่และรางวัลปลอม: แจ้งว่าได้รับรางวัลใหญ่ แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือภาษีก่อนรับเงิน

โซเชียลมีเดียเป็นจุดเริ่มต้นที่พบได้บ่อยที่สุด แต่เหตุหลอกลวงที่เริ่มจากโทรศัพท์กลับทำให้เกิดความเสียหายต่อรายบุคคลสูงกว่า มิจฉาชีพทางโทรศัพท์สามารถสร้างแรงกดดันได้ทันที เช่น บอกให้เหยื่อรีบโอนเงิน ห้ามวางสาย หรือห้ามปรึกษาครอบครัว ความเร่งรีบเช่นนี้ทำให้เหยื่อไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูล

ผู้สูงอายุมีโอกาสรายงานการสูญเสียจากสายที่อ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคมากกว่าคนวัยหนุ่มสาวถึง 324% ขณะเดียวกัน การหลอกลวงแบบโรแมนซ์ทำให้ผู้สูงอายุรายงานการเสียเงินมากกว่าคนวัยอื่น 48% แม้บางคนจะเข้าใจว่ากำลังพูดคุยกับคนรักจริง แต่เบื้องหลังอาจเป็นเครือข่ายมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีปลอมและเรื่องราวที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

กรณีที่น่าเศร้าหลายกรณีเกี่ยวข้องกับการปลอมเป็นคนดัง มิจฉาชีพอาจใช้ชื่อของนักแสดงหรือนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง เพื่อทำให้เหยื่อเชื่อว่ากำลังสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบุคคลสำคัญ ผู้เสียหายบางรายโอนเงินหลายหมื่นหรือหลายแสนดอลลาร์ โดยถูกกำชับให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากลูกหลานและธนาคาร

วิธีป้องกันตัวจากการฉ้อโกงผู้สูงอายุ

การป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่การจำมิจฉาชีพทุกประเภท แต่คือการตั้งหลักเมื่อพบข้อความหรือสายที่ทำให้รู้สึกกลัว รีบ หรือกดดัน ไม่มีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือควรบังคับให้ประชาชนโอนเงินทันที ซื้อบัตรของขวัญ ส่งสกุลเงินดิจิทัล หรือเปิดเผยรหัสยืนยันทางโทรศัพท์

  • วางสายและติดต่อหน่วยงานผ่านหมายเลขบนเว็บไซต์ทางการ
  • อย่าให้รหัสผ่าน รหัส OTP หมายเลขบัตร หรือข้อมูลบัญชีแก่ผู้โทรที่ไม่รู้จัก
  • ปรึกษาสมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนก่อนโอนเงินจำนวนมาก
  • ตรวจสอบบัญชีธนาคารและการแจ้งเตือนธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ
  • ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพย์สิน
  • เก็บหลักฐาน เช่น หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล สลิปโอนเงิน และภาพหน้าจอ

หากตกเป็นเหยื่อ อย่าปล่อยให้ความอับอายทำให้ไม่ขอความช่วยเหลือ ควรติดต่อธนาคารหรือผู้ให้บริการชำระเงินโดยเร็ว เพื่อขอระงับธุรกรรมที่ยังทำได้ จากนั้นแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพูดคุยกับคนในครอบครัว การรายงานแม้ยังไม่เสียเงินก็มีประโยชน์ เพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นรูปแบบใหม่และเตือนคนอื่นได้เร็วขึ้น

ปัจจุบันรายงานของ FTC ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการหลอกลวง แต่เทคโนโลยีนี้อาจทำให้มิจฉาชีพสร้างเสียง ภาพ และบทสนทนาที่เหมือนจริงได้ง่ายขึ้น ครอบครัวจึงควรพูดคุยเรื่องความปลอดภัยทางดิจิทัลกับผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ตำหนิเมื่อเกิดความผิดพลาด

สรุปแล้ว กลโกงชาวอเมริกันอายุเกิน 60 แย่ลงแค่ไหน คำตอบคือความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านจำนวนเงิน ความซับซ้อน และวิธีการเข้าถึงเหยื่อ ทุกคนสามารถช่วยลดปัญหาได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงิน พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ และรายงานเหตุการณ์ต่อ FTC ที่ ReportFraud.ftc.gov หากพบสิ่งผิดปกติ อย่ารอให้ความเสียหายลุกลาม เพราะการหยุดเพียงหนึ่งธุรกรรมอาจช่วยปกป้องเงินเก็บทั้งชีวิตได้

ที่มา – New Data Show How Much Worse Scams Are Getting for Americans Over 60

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *