แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกสูญเสีย 11 ล้านล้านตัน ธารน้ำแข็งเร่งตัว

งานวิจัยครั้งใหญ่เผยว่า แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกสูญเสีย 11 ล้านล้านตัน ธารน้ำแข็งเร่งตัว ตลอดช่วงเวลาระหว่างปี 1979-2023 โดยแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติการวมกันสูญเสียมวลน้ำแข็งมหาศาลจนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น รายงานนี้รวบรวมข้อมูลจากดาวเทียมและงานศึกษาหลายชุด เพื่อสร้างภาพรวมที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกในรอบห้าทศวรรษ

นักวิจัยจากหลายสถาบันนำข้อมูลประมาณการสมดุลมวลน้ำแข็งจำนวน 42 ชุดมาเปรียบเทียบและรวมเข้าด้วยกัน ข้อมูลเหล่านี้มาจากการติดตามการไหลของแผ่นน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงของปริมาตร และแรงโน้มถ่วงที่ดาวเทียมตรวจวัดได้ การใช้ข้อมูลหลายแหล่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากวิธีคำนวณที่แตกต่างกัน และทำให้ทีมวิจัยประเมินแนวโน้มการสูญเสียน้ำแข็งได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น

แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกสูญเสีย 11 ล้านล้านตัน ธารน้ำแข็งเร่งตัว

ผลการศึกษาระบุว่า แผ่นน้ำแข็งทั้งสองแห่งสูญเสียน้ำแข็งรวมกันประมาณ 11.3 ล้านล้านตันในช่วง 44 ปีที่ผ่านมา หากนำปริมาณดังกล่าวมาเปรียบเทียบ จะมีน้ำแข็งมากพอที่จะสร้างเป็นลูกบาศก์ขนาดสูงประมาณ 23 กิโลเมตร ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งที่หายไปกำลังส่งผลต่อมหาสมุทรและชุมชนชายฝั่งทั่วโลกโดยตรง

น้ำแข็งที่ละลายและไหลลงสู่ทะเลทำให้ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เซนติเมตร แม้ตัวเลขอาจดูไม่มากเมื่อมองในชีวิตประจำวัน แต่การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้คลื่นพายุ น้ำทะเลหนุน และน้ำท่วมชายฝั่งมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลหรือพื้นที่ลุ่มต่ำ

ธารน้ำแข็งเร่งตัวคือสาเหตุหลักของการสูญเสียน้ำแข็ง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากการศึกษาคือ การสูญเสียน้ำแข็งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการละลายบนพื้นผิวเพียงอย่างเดียว นักวิจัยพบว่า 84% ของน้ำแข็งที่หายไปเกิดจากธารน้ำแข็งไหลลงสู่มหาสมุทรเร็วขึ้น ส่วนอีก 16% เกิดจากการละลายบนพื้นผิวที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิอากาศ เมื่อธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวเร็วขึ้น น้ำแข็งจำนวนมากจะถูกปล่อยออกจากแผ่นน้ำแข็งและแตกตัวลงทะเล

แผ่นน้ำแข็งได้รับมวลเพิ่มขึ้นจากหิมะที่ตกสะสม แต่กลับสูญเสียมวลผ่านสองกระบวนการหลัก ได้แก่ การละลายบนพื้นผิวและการระบายตัวของน้ำแข็งลงมหาสมุทร อุณหภูมิของอากาศมีบทบาทต่อการละลายบนพื้นผิว ขณะที่อุณหภูมิของน้ำทะเลสามารถกัดเซาะฐานธารน้ำแข็ง ทำให้ธารน้ำแข็งไม่มั่นคงและไหลลงทะเลเร็วกว่าเดิม

  • กรีนแลนด์: สูญเสียน้ำแข็งอย่างหนักในช่วงทศวรรษ 2010 จากเหตุการณ์ฤดูร้อนที่อากาศร้อนผิดปกติ
  • แอนตาร์กติกา: สูญเสียมวลน้ำแข็งโดยมีสาเหตุหลักจากน้ำทะเลอุ่นที่ละลายธารน้ำแข็งบริเวณชายขอบ
  • ธารน้ำแข็งไพน์ไอส์แลนด์และทเวตส์: มีบทบาทสำคัญต่อการเร่งตัวของการไหลของน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาตะวันตก
  • ระดับน้ำทะเล: น้ำแข็งจากทั้งสองขั้วโลกมีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลกประมาณหนึ่งในสี่ในช่วงหลัง

กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาเผชิญความเสี่ยงแตกต่างกัน

แม้ทั้งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาจะสูญเสียน้ำแข็งเร็วขึ้นอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แต่กลไกสำคัญของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน กรีนแลนด์ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยการละลายบนพื้นผิวคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของการสูญเสียน้ำแข็งทั้งหมด ส่วนอีกประมาณสองในสามมาจากน้ำแข็งที่ไหลลงมหาสมุทร

สำหรับแอนตาร์กติกา การสูญเสียน้ำแข็งสุทธิในช่วงที่ศึกษามีสาเหตุหลักจากการละลายของธารน้ำแข็งที่สัมผัสกับมหาสมุทร โดยเฉพาะพื้นที่แอนตาร์กติกาตะวันตก การไหลของน้ำแข็งจากภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นในทุกทศวรรษนับตั้งแต่เริ่มมีบันทึกจากดาวเทียม ปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวล เพราะแอนตาร์กติกามีน้ำแข็งปริมาณมหาศาล หากธารน้ำแข็งสำคัญสูญเสียความมั่นคง ผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลอาจขยายตัวในอนาคต

ระหว่างปี 2020-2023 หิมะที่ตกมากเป็นประวัติการณ์ในแอนตาร์กติกาตะวันออก และฤดูร้อนในกรีนแลนด์ที่อุ่นน้อยลง ช่วยให้การสูญเสียมวลน้ำแข็งชะลอตัวลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าการชะลอตัวระยะสั้นไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มระยะยาวดีขึ้น เพราะข้อมูลตลอดห้าทศวรรษยังแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่า ธารน้ำแข็งกำลังไหลเร็วขึ้น

ทำไมข้อมูลนี้จึงสำคัญต่ออนาคตของโลก

การรู้ว่าการสูญเสียน้ำแข็งเกิดจากกระบวนการใด ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์พัฒนาการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลได้แม่นยำขึ้น หากพิจารณาเฉพาะอุณหภูมิอากาศและการละลายบนพื้นผิว อาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นสามารถเร่งการละลายจากด้านล่างและทำให้ธารน้ำแข็งปล่อยน้ำแข็งออกสู่ทะเลมากกว่าเดิม

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่บริเวณขั้วโลก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอาจกระทบพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำจืด ระบบนิเวศชายฝั่ง ท่าเรือ และบ้านเรือนของผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก ประเทศที่มีพื้นที่ชายฝั่งต่ำจำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือทั้งการป้องกันน้ำท่วม การปรับปรุงระบบระบายน้ำ และการวางผังเมืองที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

ทีมวิจัยวางแผนศึกษาการสูญเสียน้ำแข็งในระดับภูมิภาคต่อไป เนื่องจากแผ่นน้ำแข็งแต่ละส่วนตอบสนองต่ออุณหภูมิ ลม หิมะ และกระแสน้ำทะเลไม่เหมือนกัน การวิเคราะห์ที่ละเอียดขึ้นจะช่วยระบุว่าพื้นที่ใดกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด และควรติดตามเป็นพิเศษ

โดยสรุป แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกสูญเสีย 11 ล้านล้านตัน ธารน้ำแข็งเร่งตัว ไม่ใช่เพียงพาดหัวข่าวที่น่าตกใจ แต่เป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นจริง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการติดตามข้อมูลดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง คือแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงและเตรียมรับมือกับอนาคตที่ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นกว่านี้ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาด ลดการใช้พลังงานเกินจำเป็น และช่วยสื่อสารเรื่องสภาพภูมิอากาศให้สังคมตระหนักมากขึ้น

ที่มา – Polar Ice Sheets Have Lost 11 Trillion Tons of Ice—and ‘Speeding’ Glaciers Are Driving the Loss

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *