แนวโน้มการสู้รบหลังข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา กับภารกิจที่ยังรออยู่

วานนี้ (28 กรกฎาคม) การประชุมระดับสูงเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการที่ปูตราจายา โดยทั้งสองประเทศตกลง หยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข ตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม พร้อมตั้งเป้าจัดการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพ

แม้ข่าวดีนี้จะช่วยลดความกังวลในเบื้องต้น แต่คำถามสำคัญที่หลายคนยังคาใจก็คือ แนวโน้มการสู้รบหลังข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา จะไปในทิศทางใด และมีอะไรที่ควรจับตาเป็นพิเศษในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า?

แนวโน้มการสู้รบหลังข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ทหาร มองว่า ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในทางบวก เพราะตั้งแต่เกิดการปะทะกันตรงพื้นที่พิพาท ก็ถือว่าเป็นการยุติความขัดแย้งในลักษณะชั่วคราว และเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับสู่เสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม การหยุดยิงไม่ใช่การกดปุ่มเบรกที่ทำให้รถหยุดได้ทันที แม้จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่รายงานการปะทะเล็กๆ น้อยๆ หรือเสียงปืนในบางพื้นที่หลังเที่ยงคืนก็อาจยังเกิดขึ้นได้ ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาที่สุดใน 24 ชั่วโมงแรกหลังหยุดยิง คือ ว่าจะมีการใช้อาวุธหนักรายงานเข้ามาหรือไม่

ถ้าในช่วงแรกยังคงเกิดการปะทะต่อเนื่องหรือมีแนวโน้มบานปลาย แสดงว่าการควบคุมสถานการณ์ยังไม่แน่นพอ แต่ถ้าความตึงเครียดลดลงค่อยๆ อย่างชัดเจน โอกาสที่ความขัดแย้งจะคลี่คลายก็สูงขึ้นมาก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การประชุมระหว่างผู้บังคับบัญชาทหารทั้งสองฝ่าย เพื่อหารือในกรอบ คณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค (RBC) ซึ่งช่วยสร้างกลไกการสื่อสารโดยตรง ลดความเข้าใจผิด และเตรียมพื้นที่สำหรับการเจรจาในระดับเทคนิคต่อไป

ข้อตกลงหยุดยิงกับภารกิจใหญ่ระดับนานาชาติ

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังจับตาการเจรจาภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีกำหนดเส้นตาย 1 สิงหาคม ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาก็อาจมีนัยยะที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็น

ดร.สุรชาติ ชี้ว่า หากความรุนแรงยังไม่ยุติ กองกำลังทั้งสองอาจต้องเผชิญกับภาษีสหรัฐฯ สูงถึง 36% ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากทั้งสองทาง — ทั้งจากความเสียหายด้านคนและทรัพย์สินจากสงคราม และภาระทางการค้าจากมาตรการคว่ำบาตร

ขณะเดียวกัน ตำนานของ “ทรัมป์ ผู้นำแห่งสันติภาพ” ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น หลังเขาประกาศความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหลายแห่งทั่วโลก การที่เขาผลักดันให้หยุดยิงก่อนเส้นตาย อาจไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ระดับโลก

โจทย์ใหญ่หลังข้อตกลงหยุดยิง

แม้หยุดยิงจะเกิดขึ้น แต่โจทย์ใหญ่ยังรออยู่ข้างหน้า ทั้งการประชุม GBC วันที่ 4 สิงหาคม การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ และการควบคุมกระแสชาตินิยมที่อาจบานปลายจนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง

ความท้าทายสำคัญคือ การกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แม้จะมีความไม่ลงรอยกันทางการเมือง แต่เมื่อเราอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน “ย้ายหนีกันไม่ได้” จึงต้องมองหาวิธีร่วมมืออย่างยั่งยืน

เราควรสนับสนุนให้รัฐบาลแต่ละฝ่ายเปิดพื้นที่ในการเยียวยา ทั้งทางจิตใจและเศรษฐกิจ ให้กับประชาชนและครอบครัวทหารที่ได้รับผลกระทบ และเดินหน้าฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน

ตอนนี้ โลกกำลังจับตาบทบาทของผู้นำและระบบเบรกความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากเราจัดการวิกฤตนี้ได้ดี จะไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตคนจำนวนมาก แต่ยังเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องไม่ผลักดันประเทศสู่จุดที่ห่างไกลจากสันติภาพ เพราะสงครามครั้งใด ก็ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง

ที่มา – แนวโน้มการสู้รบ หลังข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา กับโจทย์ใหญ่ที่รออยู่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *