รมว.คลังสหรัฐฯ เตือนอย่าให้บริษัท AI กำหนดกติกา

รมว.คลังสหรัฐฯ เตือนอย่าให้บริษัท AI กำหนดกติกา หลังการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ขยายวงกว้างขึ้นในสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคนเริ่มแสดงความกังวลว่า บริษัทเทคโนโลยีซึ่งเป็นผู้พัฒนา AI ไม่ควรมีอำนาจมากเกินไปในการออกแบบกฎระเบียบที่ใช้ควบคุมธุรกิจของตนเอง เพราะอาจทำให้ผลประโยชน์ของบริษัทอยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวต่อคณะกรรมาธิการบริการทางการเงินของสภาผู้แทนราษฎรว่า รัฐบาลกลางควรระมัดระวังต่อข้อเรียกร้องจากผู้นำบริษัท AI ที่ต้องการได้รับการยกเว้นความรับผิดทางกฎหมาย โดยเขามองว่าแนวทางที่ช่วยรับประกันความปลอดภัยได้ดีที่สุด คือการทำให้ผู้สร้างเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาพัฒนาและสร้างขึ้น

รมว.คลังสหรัฐฯ เตือนอย่าให้บริษัท AI กำหนดกติกา

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการควบคุม AI ให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามว่าใครควรเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย หากบริษัท AI รายใหญ่สามารถรวมตัวกันกำหนดแนวทางเอง บริษัทเหล่านั้นอาจมีอิทธิพลต่อกฎหมาย นโยบายสาธารณะ และการแข่งขันในตลาดมากขึ้น จนหน่วยงานรัฐทำหน้าที่กำกับดูแลได้ยากกว่าเดิม

ดาริโอ อโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Anthropic เคยเผยแพร่บทความยาวเกือบ 4,000 คำในชื่อ We Must Pace the Frontier โดยเสนอให้ห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำร่วมกันชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี และร่วมกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย เขาให้เหตุผลว่า ความเร็วของการพัฒนา AI ก้าวเร็วกว่าความเร็วในการออกกฎหมายอย่างมาก

อโมเดอียังเสนอว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจช่วยอำนวยความสะดวกในการหารือระหว่างบริษัท AI หรือออกข้อยกเว้นด้านกฎหมายต่อต้านการผูกขาดแบบจำกัดขอบเขต เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยได้โดยไม่ถูกมองว่าเป็นการร่วมมือที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ทำให้เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายกังวล เพราะอาจกลายเป็นช่องทางให้บริษัทเอกชนมีอำนาจกำหนดนโยบายที่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

เหตุผลที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับข้อยกเว้นของบริษัท AI

รมว.คลังสหรัฐฯ เตือนอย่าให้บริษัท AI กำหนดกติกา เพราะการเปิดทางให้บริษัทจำนวนไม่กี่แห่งมีบทบาทสูงในการออกแบบกฎ อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า regulatory capture หรือภาวะที่หน่วยงานกำกับดูแลถูกครอบงำโดยอุตสาหกรรมที่ตนเองต้องควบคุม ปัญหานี้อาจเกิดขึ้นได้เมื่อผู้กำหนดนโยบายพึ่งพาข้อมูลจากบริษัทมากเกินไป หรือเมื่อบริษัทสามารถผลักดันกฎหมายให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง

ข้อกังวลอีกเรื่องคือการขอยกเว้นความรับผิด หากระบบ AI ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ การเสียชีวิต การหลอกลวง หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน ผู้เสียหายควรมีสิทธิเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้พัฒนาและผู้ให้บริการระบบอย่างเหมาะสม การยกเว้นกว้างเกินไปอาจทำให้ประชาชนต้องรับความเสี่ยง ขณะที่บริษัทสามารถเดินหน้าพัฒนาและนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้โดยมีภาระน้อยลง

OpenAI เคยสนับสนุนร่างกฎหมายของรัฐอิลลินอยส์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของผู้พัฒนา AI ต่อความเสียหายร้ายแรงจากโมเดล เช่น เหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก แนวทางดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับข้อโต้แย้งของบริษัทโซเชียลมีเดียในอดีต ซึ่งอ้างมาตรา 230 ของกฎหมาย Communications Decency Act เพื่อยืนยันว่าแพลตฟอร์มไม่ควรต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้นำมาเผยแพร่

การคุ้มครองประชาชนต้องมาก่อนการแข่งขันทางธุรกิจ

ผู้วิจารณ์มองว่า AI แตกต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วไป เพราะระบบ AI สามารถสร้างเนื้อหา ตัดสินใจ แนะนำการดำเนินการ และถูกนำไปใช้ในภาคการเงิน สุขภาพ การศึกษา ความมั่นคง และการจ้างงานได้ หากระบบมีข้อผิดพลาดหรือถูกใช้งานอย่างไม่เหมาะสม ผลกระทบอาจเกิดขึ้นในวงกว้างและรวดเร็ว ดังนั้น กฎระเบียบจึงควรครอบคลุมทั้งการออกแบบ การทดสอบ การเปิดตัว การตรวจสอบ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

เดวิด แซกส์ อดีตผู้ดูแลนโยบาย AI ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การที่บริษัท AI เรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับกรอบกำกับดูแลที่พวกเขาต้องการ ก่อนจะยอมชะลอการสร้างเทคโนโลยีที่อาจเป็นภัยต่อมนุษยชาติ อาจดูเหมือนการกดดันประชาชนและระบบการเมือง ขณะที่อดีตกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางก็วิจารณ์ว่า บริษัท AI ชั้นนำอาจกำลังขยายความกลัวเรื่องวันสิ้นโลก เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มของบริษัทมหาเศรษฐี

  • ความรับผิดชอบ: ผู้สร้าง AI ควรรับผิดชอบต่อผลลัพธ์และความเสียหายจากระบบของตน
  • ความโปร่งใส: บริษัทควรเปิดเผยวิธีทดสอบ ความเสี่ยง และข้อจำกัดของโมเดลอย่างเพียงพอ
  • การแข่งขันที่เป็นธรรม: กฎความปลอดภัยไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกีดกันผู้เล่นรายใหม่
  • การกำกับดูแลโดยรัฐ: รัฐบาลควรเป็นผู้กำหนดกรอบหลัก โดยรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย
  • สิทธิของประชาชน: ผู้ได้รับผลกระทบจาก AI ต้องมีช่องทางร้องเรียนและขอการเยียวยา

ขณะเดียวกัน ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายระมัดระวังต่อข้อเสนอการยกเว้นกฎหมายต่อต้านการผูกขาดจากบริษัท AI ชั้นนำ ความเห็นเหล่านี้สะท้อนว่า เจ้าหน้าที่ในกรุงวอชิงตันไม่ได้มองความร่วมมือระหว่างบริษัทเป็นเรื่องปลอดภัยโดยอัตโนมัติ แม้การแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงจะมีประโยชน์ แต่ต้องมีกติกาที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการฮั้ว การผูกขาด และการกำหนดมาตรฐานเพื่อประโยชน์ของผู้เล่นรายใหญ่เท่านั้น

รายงานล่าสุดระบุว่า OpenAI ทำงานร่วมกับ Anthropic และ Google มาหลายสัปดาห์ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ AI อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนโยบายระดับโลกของ OpenAI ระบุว่า บริษัทไม่ได้เชื่อในขณะนี้ว่าจำเป็นต้องมีการยกเว้นกฎหมายต่อต้านการผูกขาด จุดยืนนี้อาจช่วยลดความตึงเครียดลงได้ แต่ก็ยังไม่ตอบคำถามสำคัญว่า ในอนาคตบริษัท AI ควรมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานมากเพียงใด

รมว.คลังสหรัฐฯ เตือนอย่าให้บริษัท AI กำหนดกติกา จึงเป็นสัญญาณให้สังคมตั้งคำถามถึงสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความรับผิดชอบ การพัฒนา AI ไม่ควรถูกหยุดโดยไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ควรเดินหน้าโดยปล่อยให้บริษัทเป็นผู้กำหนดกฎทั้งหมดเอง ความเห็นส่วนตัวคือ รัฐบาลควรสร้างกติกาที่เปิดกว้าง ตรวจสอบได้ และปรับปรุงตามเทคโนโลยี พร้อมกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน เพื่อให้ประโยชน์ของ AI ตกอยู่กับประชาชน ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่านั้น

หากคุณสนใจอนาคตของ AI ควรติดตามทั้งนโยบายของรัฐบาล การทดสอบความปลอดภัย และสิทธิของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพราะกฎที่กำลังถูกถกเถียงในวันนี้จะมีผลต่อวิธีที่เราใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอีกหลายปีข้างหน้า

ที่มา – Don’t Give AI Companies What They Want, U.S. Treasury Secretary Tells Lawmakers

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *