ยุคตื่นทอง AI กลายเป็นสมรภูมิวอลล์สตรีท
ตลาดหุ้นเทคโนโลยีกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัทชั้นนำทุ่มให้กับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้เร็วเพียงใด แม้กระแส AI จะเคยถูกมองว่าเป็นโอกาสทองของโลกธุรกิจ แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่า ยุคตื่นทอง AI กลายเป็นสมรภูมินองเลือดบนวอลล์สตรีท อย่างชัดเจน
ยุคตื่นทอง AI กลายเป็นสมรภูมินองเลือดบนวอลล์สตรีท
Alphabet บริษัทแม่ของ Google เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงมากกว่า 12% ในวันเดียว ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปราว 500,000 ล้านดอลลาร์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสสามที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของนักลงทุน
Alphabet รายงานรายได้ 127,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้ Sundar Pichai ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะระบุว่าการลงทุนด้าน AI ช่วยสนับสนุนการเติบโตของการค้นหาบน Google แต่รายได้จากธุรกิจ Search เพิ่มขึ้นเพียง 12% และยังต่ำกว่าประมาณการเช่นกัน
อีกประเด็นที่ทำให้นักลงทุนกังวลคือ Google AI Mode อาจทำให้การสร้างรายได้จากการค้นหาชะลอตัวลง เนื่องจากรูปแบบการใช้งานใหม่มีการสร้างรายได้ต่อการค้นหาน้อยกว่าเดิม Philipp Schindler ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Alphabet ยอมรับว่าการสร้างรายได้จากบริการดังกล่าวยังอยู่ในช่วงที่ต้องพัฒนา
ทำไมยุคตื่นทอง AI กลายเป็นสมรภูมินองเลือดบนวอลล์สตรีท
หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความนิยมของ AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ต้นทุนในการสร้างระบบให้รองรับ AI ซึ่งสูงมาก บริษัทเทคโนโลยีต้องลงทุนในศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ ชิปประมวลผล ระบบเครือข่าย และพลังงานจำนวนมหาศาล ขณะที่รายได้จากผลิตภัณฑ์ AI ยังไม่เติบโตเร็วพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายเหล่านี้
Alphabet รายงานกระแสเงินสดอิสระติดลบ 9,100 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด หมายความว่าบริษัทใช้เงินลงทุนมากกว่าเงินสดที่สร้างได้จากการดำเนินงาน และนี่เป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่บริษัทมีตัวเลขดังกล่าว นอกจากนี้ Alphabet ยังวางแผนใช้งบลงทุนตลอดทั้งปีประมาณ 195,000-205,000 ล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับ AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้นักลงทุนเริ่มมอง AI ด้วยสายตาระมัดระวังมากขึ้น เดิมทีตลาดเคยให้มูลค่าสูงกับบริษัทที่ประกาศแผนลงทุนด้าน AI แต่ปัจจุบันนักลงทุนต้องการเห็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเงินลงทุนเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริง
บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นก็เผชิญแรงกดดัน
Alphabet ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ได้รับผลกระทบจากความกังวลเรื่องการใช้จ่ายด้าน AI หุ้น Meta ลดลงประมาณ 7% หลังบริษัทเปิดเผยแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยี AI ขณะที่หุ้น Amazon ก็ปรับตัวลงในช่วงก่อนเปิดตลาด หลังผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจล่าสุดไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้มากพอ
สถานการณ์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในมุมมองของตลาดอย่างชัดเจน นักลงทุนไม่ได้ตื่นเต้นกับคำว่า AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มพิจารณารายละเอียดมากขึ้น เช่น ต้นทุนต่อผู้ใช้งาน ความสามารถในการสร้างรายได้ อัตรากำไร และระยะเวลาคืนทุน บริษัทที่ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อาจเผชิญแรงขายอย่างรุนแรง แม้จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีก็ตาม
Intel เผชิญแรงขายหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
อีกบริษัทที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ Intel ผู้ผลิตชิปจากสหรัฐฯ ราคาหุ้นของบริษัทดิ่งลงเกือบ 30% ในวันเดียว ซึ่งมีแนวโน้มเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดของ Intel บนวอลล์สตรีทในรอบกว่า 50 ปี
Intel เคยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมชิปคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1968 แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทตามหลังคู่แข่งอย่าง Nvidia และ AMD ในตลาดชิปสำหรับ AI นอกจากนี้ ธุรกิจรับผลิตชิปให้ลูกค้าภายนอกของ Intel ยังต้องแข่งขันอย่างหนักกับ TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่จากไต้หวัน
บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาสสี่จะอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 17,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจัยกดดันมาจากการชะลอตัวของตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และเหตุระเบิดที่โรงงานผลิตในอิสราเอล ซึ่งอาจทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ตลอดสองไตรมาส
แม้ฝ่ายบริหารของ Intel ยังคงมองเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจชิปและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ตลาดต้องการเห็นแผนฟื้นฟูที่มีความชัดเจนมากกว่านี้ การสนับสนุนจากภาครัฐหรือการทำข้อตกลงกับบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มความหวังได้บางส่วน แต่ไม่อาจทดแทนความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีการผลิต และผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้ทั้งหมด
นักลงทุนควรจับตาอะไรต่อไป
- กระแสเงินสด: บริษัทสามารถสร้างเงินสดเพียงพอสำหรับการลงทุน AI หรือไม่
- ผลตอบแทนจากการลงทุน: ค่าใช้จ่ายด้านศูนย์ข้อมูลและชิปจะเปลี่ยนเป็นรายได้จริงเมื่อใด
- การสร้างรายได้: ผลิตภัณฑ์ AI มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนและทำกำไรได้หรือยัง
- การแข่งขัน: บริษัทมีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งในด้านข้อมูล ชิป บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่
- ความคาดหวังของตลาด: ราคาหุ้นสะท้อนการเติบโตในอนาคตไว้มากเกินไปหรือไม่
สำหรับนักลงทุนรายย่อย เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการลงทุนในหุ้น AI ไม่ควรพิจารณาจากกระแสหรือคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว บริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าอาจยังไม่ใช่บริษัทที่สร้างผลกำไรได้ดีที่สุดในระยะสั้น การอ่านงบการเงิน ติดตามกระแสเงินสด และประเมินมูลค่าหุ้นอย่างรอบคอบจึงมีความสำคัญมากขึ้น
โดยสรุป ยุคตื่นทอง AI กลายเป็นสมรภูมินองเลือดบนวอลล์สตรีท เพราะตลาดกำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัลกับแผนการลงทุน มาเป็นการเรียกร้องผลลัพธ์ที่วัดผลได้ บริษัทเทคโนโลยีที่บริหารต้นทุนได้ดีและเปลี่ยน AI ให้เป็นรายได้จริงจะมีโอกาสยืนหยัดได้ ส่วนบริษัทที่ใช้เงินจำนวนมากโดยยังไม่มีคำตอบเรื่องผลตอบแทนอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ความเห็นส่วนตัวคือ AI ยังมีศักยภาพสูงในระยะยาว แต่ผู้ลงทุนควรลดความคาดหวังระยะสั้นและเลือกบริษัทจากพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแรงมากกว่ากระแสความนิยม
ที่มา – The AI Gold Rush Is Turning Into a Wall Street Bloodbath
