ผู้ผลิตกระเป๋าเงินคริปโตแบบฮาร์ดแวร์อีกสองรายถูกแฮ็ก

ข่าวความปลอดภัยในวงการคริปโตกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลัง ผู้ผลิตกระเป๋าเงินคริปโตแบบฮาร์ดแวร์อีกสองรายถูกแฮ็ก และออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับระบบของบริษัท เหตุการณ์ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับ Foundation และ Keystone ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอุปกรณ์สำหรับจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลแบบออฟไลน์ แม้เหตุการณ์จะยังไม่พบหลักฐานว่าคีย์ส่วนตัวของผู้ใช้ถูกขโมยโดยตรง แต่ข้อมูลลูกค้า ระบบหลังบ้าน และกระบวนการตรวจสอบอุปกรณ์กลับได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

กระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ได้รับความนิยมเพราะช่วยแยกคีย์ส่วนตัวออกจากคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผู้ใช้จำนวนมากจึงเชื่อว่าอุปกรณ์ประเภทนี้ปลอดภัยกว่าการเก็บเหรียญไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าอุปกรณ์อาจปลอดภัย แต่บริษัท ระบบจัดส่ง ฐานข้อมูล และซัพพลายเชนที่อยู่รอบตัวอุปกรณ์ก็ยังเป็นช่องทางที่แฮ็กเกอร์ใช้โจมตีได้

ผู้ผลิตกระเป๋าเงินคริปโตแบบฮาร์ดแวร์อีกสองรายถูกแฮ็กอย่างไร

Foundation เปิดเผยว่ามีอีเมลฟิชชิงถูกส่งออกไปโดยทำให้ดูเหมือนมาจากโดเมนทางการของบริษัท อีเมลดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกด้วยข้อความว่าอุปกรณ์บางรุ่นมีปัญหาและเงินของผู้ใช้อาจกำลังถูกขโมย พร้อมกระตุ้นให้ผู้รับดำเนินการอย่างเร่งด่วน บริษัทระบุว่าต้นเหตุอาจมาจาก API key ของ Cloudflare ที่ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ยกเลิกคีย์ทั้งหมดและนำโดเมนอันตรายออกจากระบบ

นอกจากการส่งอีเมลหลอกลวงแล้ว ผู้โจมตียังอาจเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานหลังบ้านและกล่องข้อความฝ่ายสนับสนุนลูกค้าได้ ข้อมูลที่ปรากฏในอีเมลบางฉบับมีรายละเอียดเฉพาะบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ ทำให้ข้อความดูน่าเชื่อถือกว่าสแปมทั่วไป Foundation ระบุว่าทีมงานจำกัดความสามารถของผู้โจมตีในการส่งอีเมลและนำพวกเขาออกจากระบบได้ไม่นานหลังได้รับรายงานจากผู้ใช้

ผู้ผลิตกระเป๋าเงินคริปโตแบบฮาร์ดแวร์อีกสองรายถูกแฮ็กและข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

กรณีของ Keystone แตกต่างออกไป บริษัทตรวจพบการเข้าถึงเว็บไซต์อย่างไม่ถูกต้อง และต่อมายืนยันว่าบุคคลภายนอกได้รับข้อมูลการจัดส่งสินค้า ข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบประกอบด้วยชื่อ รายละเอียดการติดต่อ ที่อยู่จัดส่ง รายการสินค้า และราคาที่สั่งซื้อ เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ในเครื่องมือจากผู้ให้บริการภายนอก ซึ่งเปิดทางให้ผู้โจมตียกระดับสิทธิ์ในระบบได้

Keystone ยังรายงานว่าผู้โจมตีได้รับ WebAuth key ที่ใช้ตรวจสอบว่าอุปกรณ์เป็นของแท้หรือไม่ คีย์ดังกล่าวถูกบันทึกลงในอุปกรณ์ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตและไม่สามารถลบหรือเขียนทับได้ เพื่อควบคุมความเสี่ยง บริษัทจึงตัดสินใจทำลายอุปกรณ์ที่ยังอยู่ในคลังเกือบ 19,000 เครื่อง และจะไม่นำออกจำหน่าย

เหตุการณ์ยังเผยให้เห็นปัญหาด้านนโยบายการลบข้อมูล แม้บริษัทจะกำหนดระยะเวลาเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น 60 หรือ 180 วัน แต่การย้ายฐานข้อมูลและระบบลบข้อมูลอัตโนมัติอาจทำให้สำเนาเก่ายังคงอยู่ในตารางข้อมูลที่ผู้ดูแลระบบมองไม่เห็น นอกจากนี้ งานลบข้อมูลบางรายการอาจล้มเหลวโดยไม่มีการแจ้งเตือน ทำให้ข้อมูลส่วนตัวถูกเก็บไว้นานกว่าที่ควร

ทำไมข้อมูลที่อยู่จัดส่งจึงเป็นความเสี่ยงร้ายแรง

ข้อมูลรั่วไหลจากบริษัทกระเป๋าเงินคริปโตไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสำหรับการรับอีเมลหลอกลวงเท่านั้น ที่อยู่จัดส่งซึ่งเชื่อมโยงกับการซื้ออุปกรณ์สำหรับเก็บบิตคอยน์ อาจทำให้ผู้ไม่หวังดีคาดเดาได้ว่าบุคคลใดมีสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในครอบครอง ความเสี่ยงจึงขยายจากโลกออนไลน์ไปสู่ความปลอดภัยในชีวิตจริง เช่น การติดตาม การข่มขู่ การปล้น หรือการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย

ผู้ใช้ควรถือว่าข้อมูลการซื้อกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์เป็นข้อมูลอ่อนไหว ไม่ควรเผยแพร่ภาพใบสั่งซื้อ กล่องสินค้า หรือหมายเลขติดตามบนโซเชียลมีเดีย หากได้รับอีเมลแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเรียกคืนสินค้า การยืนยันอุปกรณ์ หรือการโอนเงิน ควรหลีกเลี่ยงการกดลิงก์ในอีเมล และเข้าเว็บไซต์ทางการด้วยการพิมพ์ที่อยู่เอง จากนั้นติดต่อฝ่ายสนับสนุนผ่านช่องทางที่ตรวจสอบแล้ว

บทเรียนสำหรับผู้ใช้กระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์

  • อย่าเชื่อข้อความเร่งด่วนทันที: อีเมลที่ระบุว่าเงินกำลังถูกขโมยหรือจำเป็นต้องดำเนินการภายในไม่กี่นาที มักใช้กดดันให้ผู้รับตัดสินใจผิดพลาด
  • ห้ามเปิดเผย seed phrase: บริษัทที่น่าเชื่อถือจะไม่ขอ seed phrase หรือ private key ผ่านอีเมล แชต แบบฟอร์มออนไลน์ หรือโทรศัพท์
  • ตรวจสอบโดเมนและผู้ส่ง: ชื่อผู้ส่งอาจปลอมแปลงได้ ควรตรวจสอบโดเมนจริงและเข้าบัญชีผ่านเว็บไซต์หรือแอปทางการ
  • แยกข้อมูลส่วนตัว: ใช้ข้อมูลการจัดส่งที่ลดการเปิดเผยตัวตนเท่าที่กฎหมายและผู้ให้บริการอนุญาต รวมถึงไม่เผยแพร่ข้อมูลการถือครองสินทรัพย์
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน: ซื้อจากช่องทางที่ได้รับอนุญาต ตรวจดูบรรจุภัณฑ์ และใช้ระบบตรวจสอบของผู้ผลิต แต่ควรเข้าใจว่าระบบออนไลน์เองก็อาจถูกโจมตีได้
  • ติดตามประกาศความปลอดภัย: หากบริษัทแจ้งว่าอุปกรณ์หรือคีย์ตรวจสอบมีปัญหา ควรหยุดใช้งานชั่วคราวและทำตามคำแนะนำจากประกาศทางการ

เหตุการณ์ของ Foundation และ Keystone เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์หลายรายเผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหล ช่องโหว่เฟิร์มแวร์ และปัญหาซัพพลายเชน ก่อนหน้านี้ยังมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับ Ledger, Trezor, BitBox และ Coldcard ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงผู้ผลิต ผู้ให้บริการชำระเงิน ร้านค้าออนไลน์ ระบบคลาวด์ เครื่องมือวิเคราะห์ และกระบวนการผลิตทั้งหมด

กระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้ถือคริปโต แต่ไม่ควรมองว่าเป็นเกราะป้องกันที่สมบูรณ์แบบ ผู้ใช้ต้องบริหารความเสี่ยงทั้งด้านเทคนิคและด้านข้อมูลส่วนตัว เหตุการณ์ที่ ผู้ผลิตกระเป๋าเงินคริปโตแบบฮาร์ดแวร์อีกสองรายถูกแฮ็ก จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า การรักษาความปลอดภัยที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อ การเก็บข้อมูล ไปจนถึงการตรวจสอบข้อความทุกครั้งก่อนลงมือทำ ความรอบคอบของผู้ใช้ยังเป็นแนวป้องกันด่านสำคัญที่สุด

ความคิดเห็นส่วนตัวคือ ผู้ผลิตควรสื่อสารเหตุการณ์อย่างโปร่งใส ตรวจสอบระบบลบข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และลดการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกโดยไม่มีการตรวจสอบ ขณะที่ผู้ใช้ควรเตรียมแผนรับมือข้อมูลรั่วไหลและไม่เปิดเผยว่าตนเองถือครองคริปโตจำนวนเท่าใด การป้องกันที่ดีที่สุดคือการผสมผสานระหว่างอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ นิสัยการใช้งานที่ปลอดภัย และการตั้งคำถามกับทุกข้อความที่ดูเร่งด่วนหรือดีเกินจริง

ที่มา – Two More Crypto Hardware Wallet Manufacturers Have Been Hacked

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *