ประชาคม มช. เปิดกฎหมายที่ราชพัสดุ ร้องธนารักษ์ระงับทุบ ‘หอพักอ่างแก้ว’

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงจะรู้สึกไม่สบายใจกับประเด็นร้อนแรงกรณีการรื้อถอนอาคารเก่าแก่ที่เป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่อย่าง ‘หอพักอ่างแก้ว’ ล่าสุดสถานการณ์เริ่มทวีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อกลุ่มตัวแทนจากประชาคม มช. ได้รวมตัวกันเพื่อคัดค้านและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อกฎหมายอย่างโปร่งใสครับ

ประชาคม มช. เปิดกฎหมายที่ราชพัสดุ ร้องธนารักษ์ระงับทุบ ‘หอพักอ่างแก้ว’

ประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร. สันต์ สุวัจฉราภินันทน์ และตัวแทนนักศึกษาได้หยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือสถานะทางกฎหมายของอาคารดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุ โดยทางกลุ่มมองว่าแม้ทางมหาวิทยาลัยจะมีแผนการรื้อถอนตามสัญญา แต่กระบวนการที่ผ่านมานั้นดูเหมือนจะขาดความชัดเจน โดยเฉพาะการอนุญาตจากกรมธนารักษ์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตัวจริง ซึ่งการที่ ประชาคม มช. เปิดกฎหมายที่ราชพัสดุ ร้องธนารักษ์ระงับทุบ ‘หอพักอ่างแก้ว’ ในครั้งนี้ จึงเป็นการตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐที่ควรเปิดกว้างให้สังคมมีส่วนร่วม

ทำไมกรณีนี้ถึงได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่?

ในมุมมองของผม กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการรื้อถอนตึกเก่า แต่มันคือการปะทะกันระหว่างการพัฒนาพื้นที่กับคุณค่าเชิงสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย น้องๆ นักศึกษาและศิษย์เก่าหลายคนมองว่าหอพักอ่างแก้วมีคุณค่าทางจิตใจและเป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมที่ควรได้รับการอนุรักษ์ ไม่ใช่แค่ทุบทิ้งเพื่อทำอย่างอื่นไปเสียหมด โดยข้อเรียกร้องหลักๆ ของประชาคมมีดังนี้ครับ:

  • ขอให้กรมธนารักษ์ตรวจสอบการขออนุญาตรื้อถอนให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562
  • เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยเปิดเผยเอกสารประเมินความมั่นคงของอาคารต่อสาธารณะ
  • หยุดการดำเนินการรื้อถอนชั่วคราวเพื่อให้เกิดการพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน

สถานการณ์หน้างานตอนนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างระอุ หลังจากที่ผู้รับเหมาเริ่มล้อมรั้วและมีการกีดกันไม่ให้สื่อมวลชนเข้าไปเก็บภาพ การที่ ประชาคม มช. เปิดกฎหมายที่ราชพัสดุ ร้องธนารักษ์ระงับทุบ ‘หอพักอ่างแก้ว’ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทวงถามความชอบธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า หน่วยงานรัฐอย่างสำนักงานธนารักษ์จะเข้ามามีบทบาทตัดสินใจอย่างไรในเรื่องที่มีความซับซ้อนนี้

ในมุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าในยุคสมัยนี้ การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของประชาคมคือหัวใจสำคัญของการทำงานในพื้นที่สาธารณะหรือสถาบันการศึกษา การใช้อำนาจตัดสินใจโดยขาดการรับฟังอาจสร้างบาดแผลให้กับความรู้สึกของคนในรั้วมหาวิทยาลัยได้มากกว่าที่เราคิดครับ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการเปิดโต๊ะเจรจา เปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนเชื่อมั่นได้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ พลังของประชาคม มช. ในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่า ‘ความเป็นเจ้าของร่วม’ ในสถาบันนั้นมีพลังมหาศาลครับ

ที่มา – ประชาคม มช. เปิดกฎหมายที่ราชพัสดุ ร้องธนารักษ์ระงับทุบ ‘หอพักอ่างแก้ว’ ขณะผู้รับเหมาเริ่มล้อมรั้ว-นศ. รวมตัวค้านหน้าพื้นที่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *