ทำไม Mission: Impossible ถึงสำคัญเสมอมาในโลกภาพยนตร์
เชื่อไหมครับว่าเผลอแป๊บเดียว แฟรนไชส์แอ็กชันระดับโลกอย่าง Mission: Impossible ก็เดินทางมาครบรอบ 30 ปีแล้วนับตั้งแต่ภาคแรกเข้าฉายเมื่อปี 1996 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความทรงจำ ซึ่งถ้าพูดถึงความสำคัญของซีรีส์นี้ คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทำไม Mission: Impossible ถึงสำคัญเสมอมาในโลกภาพยนตร์ เพราะนี่คือรากฐานที่ส่งให้ ทอม ครูซ กลายเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของฮอลลีวูดจนถึงทุกวันนี้
ทำไม Mission: Impossible ถึงสำคัญเสมอมาในโลกภาพยนตร์
การมาถึงของภาคแรกในปี 1996 ไม่ได้เพียงแค่การหยิบเอาซีรีส์เก่ามาทำใหม่ แต่เป็นการสร้างนิยามใหม่ให้กับหนังสายลับ ภายใต้การกำกับของ ไบรอัน เดอ ปาลมา และการแสดงที่ทุ่มเทของทอม ครูซ ในบท อีธาน ฮันต์ ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นมาตรฐานทองคำของหนังแนวรีบูตที่หลายเรื่องพยายามเดินรอยตามแต่ก็ยากจะทำได้ดีเท่า
ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยความท้าทาย
หากจะทำความเข้าใจถึงวิวัฒนาการของแฟรนไชส์นี้ เราต้องดูลำดับภาคให้ดี ภาคแรกคือจุดเริ่มต้น Mission: Impossible 3 คือการใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไป และ Ghost Protocol คือจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด ทำไม Mission: Impossible ถึงสำคัญเสมอมาในโลกภาพยนตร์ ก็เพราะทั้ง 3 ภาคนี้คือหลักฐานความพยายามในการเติบโตของแฟรนไชส์ ที่เปลี่ยนจากการเน้นแค่ภารกิจ ไปสู่การทำทุกอย่างเพื่อความบันเทิงของผู้ชม แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเอกก็ตาม
- ทอม ครูซ ในฐานะผู้บุกเบิก: การยอมรับบทบาททั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังทำให้เขาสร้างนิยามใหม่ของฉากสตันท์
- การสร้างตัวละคร: อีธาน ฮันต์ กลายเป็นเหมือนหุ่นจำลองความเสียหาย (crash test dummy) ที่แฟนหนังเอาใจช่วย
- พันธมิตรที่รู้ใจ: การร่วมงานกับ คริสโตเฟอร์ แมคควอรี ตั้งแต่ Ghost Protocol คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ยกระดับคุณภาพของทุกภาคหลังจากนั้น
ในมุมมองของผม แม้ว่าปัจจุบันแฟรนไชส์นี้จะดูเหมือนเดินมาถึงทางตันหรือบทสรุปในภาค The Final Reckoning แล้ว แต่ความสำเร็จและมาตรฐานที่พวกเขาทิ้งไว้ให้กับวงการแอ็กชันนั้นมหาศาลมาก ไม่ว่าอนาคตทอม ครูซจะหันไปทางไหน หรือแมคควอรีจะไปทำโปรเจกต์อะไร สิ่งหนึ่งที่สรุปได้เลยคือ Mission: Impossible ได้จารึกชื่อตัวเองลงในประวัติศาสตร์หนังบล็อกบัสเตอร์ไปเรียบร้อยแล้ว ในฐานะแฟรนไชส์ที่ไม่มีวันยอมแพ้ต่อความยากลำบากอย่างแท้จริง
