ต้นแบบเอเลียนสุดสยองของริค เบเกอร์สู่ E.T.

ภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่องมีเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยคำถามว่า “ถ้าเหตุการณ์เป็นอีกแบบหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น” แต่กรณีของ E.T. the Extra-Terrestrial น่าสนใจกว่านั้น เพราะภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจเรื่องนี้เริ่มต้นจากแนวคิดของหนังไซไฟสยองขวัญชื่อ Night Skies ซึ่งเกือบจะกลายเป็นผลงานที่มีบรรยากาศมืดมนและน่ากลัวอย่างสิ้นเชิง

เรื่องราวนี้เกี่ยวข้องกับ ริค เบเกอร์ ศิลปินเมกอัปเอฟเฟกต์และนักสร้างสิ่งมีชีวิตประหลาดระดับตำนาน ผู้ได้รับมอบหมายให้สร้างเอเลียนที่ชื่อว่า สการ์ (Skar) สำหรับโปรเจกต์ที่ยังไม่ได้สร้าง ในเวลานั้น เบเกอร์ยังอยู่ช่วงเริ่มต้นอาชีพ แต่ความสามารถด้านการออกแบบและกลไกหุ่นเชิดของเขากำลังสร้างความประทับใจให้กับทีมงานและผู้สร้างภาพยนตร์

ต้นแบบเอเลียนสุดสยองของริค เบเกอร์สู่ E.T.

Night Skies วางแผนให้เป็นผลงานถัดไปของสตีเวน สปีลเบิร์ก หลังจาก Close Encounters of the Third Kind ทว่าแทนที่จะเล่าเรื่องการพบมนุษย์ต่างดาวแบบเป็นมิตร หนังเรื่องนี้จะติดตามครอบครัวในพื้นที่ชนบทที่ต้องเผชิญหน้ากับเอเลียนร้ายหลายตัว แนวคิดดั้งเดิมมีทั้งความตึงเครียด ความรุนแรง และบรรยากาศแบบหนังสยองขวัญเต็มรูปแบบ

สการ์ได้รับการออกแบบให้มีรูปร่างสูงประมาณสี่ฟุต ใบหน้าเป็นมนุษย์ แต่ลำตัวมีโครงซี่โครงคล้ายสุนัข ขาเหมือนกบ และมีหางเป็นสัน กระดูกสันหลังโค้งงอคล้ายลิงขณะเดิน ทำให้มันดูเหมือนนักล่าที่กำลังซุ่มติดตามเหยื่อ แขนของสิ่งมีชีวิตตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแรดอินเดีย ส่วนรายละเอียดบางอย่างมาจากลูกอ๊อดและคางคกที่เบเกอร์เคยเลี้ยงไว้ในห้องทำงาน

ต้นแบบเอเลียนสุดสยองของริค เบเกอร์เผยความมีชีวิต

การทดสอบสการ์เกิดขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 1980 หลังจากทีมงานใช้เวลาประมาณสี่เดือนและงบประมาณราว 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้นแบบที่สร้างเสร็จในเวลานั้นมีเพียงช่วงลำตัวด้านบน แต่ก็สามารถแสดงสีหน้า ขยับนิ้ว แขน คอ และกรามได้อย่างน่าทึ่ง ทีมงานใช้ระบบเซอร์โว กลไกสายเคเบิล และอุปกรณ์ควบคุมที่เรียกว่า Waldos เพื่อทำให้หุ่นเชิดเคลื่อนไหวได้

เบเกอร์ยังทดลองเทคนิคที่เขาเรียกว่า “anatomation” โดยให้ส่วนผิวที่ทำจากโฟมยางเคลื่อนผ่านโครงกระดูกที่อยู่กับที่ แทนการขยับโครงสร้างทั้งหมดอยู่ใต้ผิว วิธีนี้ช่วยให้การเคลื่อนไหวดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ราวกับว่าผิวหนัง กล้ามเนื้อ และกระดูกทำงานร่วมกันจริง แม้ต้นแบบจะยังหยาบและอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้ทีมงานมองเห็นศักยภาพของสิ่งมีชีวิตตัวนี้อย่างชัดเจน

ในวิดีโอทดสอบความยาวประมาณสิบห้านาที สการ์สามารถทำสีหน้าหลากหลาย ตั้งแต่คำราม กรีดร้อง ยิ้ม แสดงความสับสน ไปจนถึงท่าทางเจ้าเล่ห์ ดวงตาสามารถกลอกไปมา เปลือกตากะพริบ ลำคอขยับ และหน้าผากเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีฉากที่มันดื่มเบียร์ ทำท่าคล้ายคนเมา เป่าหมากฝรั่ง และแสดงอาการประหลาดใจเมื่อฟองหมากฝรั่งแตก

ความสามารถของหุ่นเชิดไม่ได้หยุดอยู่ที่ใบหน้าเท่านั้น สการ์ยังสามารถยืดคอแล้วหดกลับ ขยับแขนและมือ รวมถึงขยายหน้าท้องเพื่อเลียนแบบการหายใจ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้มันดูมีอารมณ์และมีชีวิตกว่าสิ่งมีชีวิตในภาพยนตร์หลายเรื่องของยุคนั้น แม้จะเป็นเพียงการทดสอบภายในก็ตาม มือสี่นิ้วและการเคลื่อนไหวบางอย่างยังทำให้ผู้ชมยุคหลังสังเกตเห็นความคล้ายคลึงกับ E.T. ได้อย่างชัดเจน

จากเอเลียนสยองขวัญสู่ตัวละครที่คนทั่วโลกหลงรัก

แม้เบเกอร์จะยืนยันว่าต้นแบบดังกล่าวไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น E.T. โดยตรง แต่การออกแบบและการแสดงของมันก็มีส่วนสำคัญต่อทิศทางของภาพยนตร์ในเวลาต่อมา สปีลเบิร์กประทับใจกับการทดสอบและมองเห็นว่าเอเลียนสามารถสื่อสารอารมณ์กับผู้ชมได้มากกว่าการเป็นสัตว์ประหลาดที่เข้ามาคุกคามมนุษย์

เมื่อโครงการ Night Skies เปลี่ยนทิศทาง แนวคิดบางส่วนถูกนำไปพัฒนาเป็น E.T. the Extra-Terrestrial ขณะที่องค์ประกอบอื่น ๆ เดินทางไปสู่ภาพยนตร์อย่าง Poltergeist และ Gremlins การออกแบบตัวละคร E.T. ในภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์ได้รับเครดิตหลักจากคาร์โล รัมบาลดี แต่ร่องรอยจากงานช่วงแรกของเบเกอร์ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การสร้างตัวละครนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่างเจตนาแรกเริ่มกับผลลัพธ์สุดท้าย สการ์ถูกออกแบบให้ดูเป็นภัยคุกคาม มีโครงสร้างร่างกายแบบสัตว์นักล่า และเหมาะกับหนังสยองขวัญ แต่เมื่อแนวคิดถูกปรับเปลี่ยน เอเลียนกลับกลายเป็นตัวแทนของมิตรภาพ ความเหงา และความผูกพันระหว่างเด็กกับผู้มาเยือนจากต่างดาว

  • ริค เบเกอร์เริ่มสร้างสการ์ในช่วงที่เขากำลังพัฒนาเทคนิคด้านเอฟเฟกต์พิเศษ
  • ต้นแบบใช้ทั้งระบบเซอร์โว สายเคเบิล และกลไกควบคุมด้วยมือ
  • การทดสอบแสดงให้เห็นสีหน้าและการเคลื่อนไหวที่ละเอียดมาก
  • แนวคิดจาก Night Skies มีส่วนเชื่อมโยงกับการกำเนิดของ E.T.
  • วิดีโอทดสอบได้รับการเก็บรักษาและเผยให้เห็นพัฒนาการของงานสร้างสิ่งมีชีวิตในยุค 1980

เบื้องหลังนี้สะท้อนว่า ภาพยนตร์คลาสสิกอาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้วางแผนไว้เสมอไป ต้นแบบเอเลียนสุดสยองของริค เบเกอร์จึงไม่ใช่เพียงของทดลองจากหนังที่ถูกยกเลิก แต่เป็นหลักฐานสำคัญว่าความคิดสร้างสรรค์สามารถเดินทางจากความน่ากลัวไปสู่ความอบอุ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ สำหรับแฟนหนังไซไฟและงานเมกอัปเอฟเฟกต์ เรื่องนี้คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ยืนยันว่าเบื้องหลังภาพยนตร์ดังอาจซ่อนเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้ตัวหนังเอง

ที่มา – The Story of Rick Baker’s Terrifying Alien Prototype That Evolved Into E.T. [Exclusive]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *