ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่รังสิต จังหวัดปทุมธานี ยังคงสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยหลายชุมชนมีน้ำท่วมขังนานหลายวัน บางจุดมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ระดับน่องจนถึงหัวเข่า ทำให้รถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ ประชาชนจำนวนหนึ่งต้องพึ่งพารถกระบะยกสูง เรือ หรือความช่วยเหลือจากคนในชุมชนเพื่อเดินทางเข้าออกบ้านพัก
ล่าสุด ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส. ในพื้นที่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมรังสิต โดยนำข้าวสาร อาหารแห้ง และเวชภัณฑ์ไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัย พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้กระทบเพียงการเดินทาง แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน สุขภาพ รายได้ และความปลอดภัยของครอบครัวจำนวนมาก
ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60
ณัฐพงษ์ระบุว่า ปัญหาหลักของพื้นที่รังสิตในเวลานี้คือระดับน้ำในชุมชนไม่ลดลง เพราะคลองสายหลักยังมีระดับน้ำสูง แม้จะมีการสูบน้ำจากหมู่บ้านลงสู่คลอง แต่คลองกลับไม่สามารถระบายน้ำออกไปยังพื้นที่รอบนอกได้ทัน ส่งผลให้น้ำยังคงค้างอยู่ในระบบ และบางจุดอาจเกิดน้ำไหลย้อนกลับเข้าท่วมชุมชนอีกครั้ง
จากการติดตามข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา พบว่า ศักยภาพในการระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในออกสู่พื้นที่รอบนอกยังทำงานได้ประมาณร้อยละ 60 เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำออกจากกรุงเทพมหานครและปทุมธานีเป็นไปอย่างล่าช้า
ประเด็นนี้ทำให้ข่าว ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60 ได้รับความสนใจ เพราะสะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริง ไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนเครื่องสูบน้ำ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานหลายระดับ
ปัญหาประตูระบายน้ำและพื้นที่รอยต่อ
อีกหนึ่งข้อจำกัดที่พบคือการบริหารจัดการประตูระบายน้ำบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างหน่วยงานหรือพื้นที่ข้างเคียง โดยมีข้อตกลงเดิมเพื่อป้องกันไม่ให้การระบายน้ำจากพื้นที่หนึ่งไปสร้างผลกระทบซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่ง แม้แนวทางดังกล่าวจะมีเหตุผลด้านการป้องกันความเสียหาย แต่ในช่วงวิกฤตอาจทำให้การตัดสินใจล่าช้า และทำให้ประชาชนต้องรอคอยการแก้ไขปัญหานานขึ้น
ณัฐพงษ์เสนอว่า ในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤต รัฐบาลส่วนกลางควรเข้ามาเป็นผู้ตัดสินใจและประสานงานระบบทั้งหมดอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้การสูบน้ำจากพื้นที่ชั้นในและการระบายน้ำออกสู่พื้นที่รอบนอกดำเนินไปพร้อมกัน การทำงานแบบแยกส่วนอาจไม่เพียงพอ เพราะแม้หน่วยงานหนึ่งจะสูบน้ำได้เต็มกำลัง แต่หากปลายทางยังรองรับน้ำไม่ได้ ปัญหาก็จะไม่คลี่คลาย
ประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล
การมอบสิ่งของช่วยเหลือยังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ประสบภัย โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่สามารถออกไปทำงาน ซื้ออาหาร หรือเดินทางไปโรงพยาบาลได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าไม่สามารถทดแทนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ประชาชนจึงต้องการทราบอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลสามารถเพิ่มปริมาณการระบายน้ำได้เท่าใด ระบบสูบน้ำจะกลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพเมื่อใด และคาดว่าน้ำจะลดลงในช่วงเวลาใด
ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า หากเครื่องสูบน้ำที่ทำหน้าที่ระบายน้ำออกไปยังพื้นที่ปลายทาง เช่น อ่าวไทย แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง หรือนครนายก ยังทำงานได้เพียงร้อยละ 60 รัฐบาลควรอธิบายสาเหตุและแผนแก้ไขให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะทุกวันที่น้ำยังท่วมขัง หมายถึงประชาชนยังต้องรับภาระด้านการเดินทาง สุขอนามัย ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และรายได้ที่หายไป
- เร่งตรวจสอบเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ระบายน้ำทุกจุดให้พร้อมใช้งาน
- จัดทำแผนระบายน้ำร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- เปิดเผยข้อมูลระดับน้ำและประสิทธิภาพการสูบน้ำแบบต่อเนื่อง
- กำหนดผู้รับผิดชอบหลักเพื่อให้การตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินรวดเร็วขึ้น
- จัดระบบช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กเล็ก
สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้เดินทางมาชี้แจงสถานการณ์อุทกภัยต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดำเนินการแทน ณัฐพงษ์มองว่า แม้แต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกัน แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสภาและประชาชนด้วย โดยเฉพาะเมื่อปัญหาน้ำท่วมมีความเชื่อมโยงหลายพื้นที่และต้องอาศัยการสั่งการจากส่วนกลาง
ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวบ้านเมืองและเทคโนโลยี การจัดการน้ำยุคใหม่ควรใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ แผนที่น้ำท่วมดิจิทัล และช่องทางแจ้งเตือนที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เทคโนโลยีจะช่วยให้หน่วยงานเห็นภาพเดียวกันและตัดสินใจได้เร็วขึ้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการมีเจ้าภาพที่ชัดเจนและกลไกประสานงานที่ทำงานได้จริง
ท้ายที่สุด ประเด็น ณัฐพงษ์ลงพื้นที่น้ำท่วมรังสิต เสนอรัฐบาลบูรณาการหน่วยงานเร่งระบายน้ำ ชี้เครื่องสูบน้ำทำงานเพียงร้อยละ 60 เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารวิกฤต ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ แต่ต้องการแผนงานที่ตรวจสอบได้ ตัวเลขที่ชัดเจน และกำหนดเวลาที่เชื่อถือได้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งเปิดเผยข้อมูลและประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้น้ำลดลงเร็วที่สุดและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
ข้อเสนอสำหรับประชาชน: ติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น ตรวจสอบเส้นทางก่อนเดินทาง เตรียมยาประจำตัวและเอกสารสำคัญไว้ในที่สูง และแจ้งข้อมูลจุดน้ำท่วมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ การแบ่งปันข้อมูลอย่างถูกต้องจะช่วยให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
