ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนถึงธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ เมื่อการเติบโตต้องตอบโจทย์ชีวิต

คำว่า “การพัฒนา” มักมาพร้อมภาพถนนใหม่ รถไฟฟ้า โรงงานขนาดใหญ่ และตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น แต่เบื้องหลังภาพเหล่านี้ยังมีคำถามสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม นั่นคือ ใครได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และใครต้องเป็นผู้จ่ายต้นทุนที่เกิดขึ้นกับบ้าน ที่ดินทำกิน รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

คำถามดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาพูดอย่างจริงจังในเวที “บิลนี้ใครจ่าย? ต้นทุนเงียบที่ประชาชนต้องแบก แลกกับภาพฝันการพัฒนาที่ไม่ได้เลือก” ซึ่งเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟจัดขึ้น เพื่อเปิดตัวเครือข่ายก่อนประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ

ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนที่อยากให้รัฐรับฟัง

สำหรับผู้เข้าร่วมเวที การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ควรถูกวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การลงทุน หรือมูลค่าโครงการเพียงอย่างเดียว เพราะตัวเลขเหล่านี้อาจไม่สะท้อนต้นทุนที่ครอบครัวและชุมชนต้องแบกรับจริง หลายพื้นที่ต้องเผชิญการเวนคืน การย้ายถิ่นฐาน การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูชีวิตหลังเกิดวิกฤต

แสงศิริ ตรีมรรคา ตัวแทนเครือข่ายฯ อธิบายว่า กลุ่มผู้หญิง ผู้ติดเชื้อ คนจนเมือง และคนทำงานภาคสังคมพบปัญหาร่วมกันจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มทุนมีอำนาจมากขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระด้านสวัสดิการและเผชิญการผูกขาดด้วยตัวเอง เธอตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐว่า เมื่อโครงการพัฒนากระทบต่อที่ดินและปัจจัยพื้นฐาน รัฐควรปกป้องประชาชนอย่างไร

ปรานม สมวงศ์ เปรียบเทียบโลกเศรษฐกิจเหมือนตลาดขนาดใหญ่ที่มหาอำนาจเป็นเจ้าของตลาด ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟทำหน้าที่เป็นผู้จัดการหรือผู้ให้กู้ ส่วนประเทศไทยเป็นผู้เช่าแผงที่มีอำนาจต่อรองไม่มากนัก มุมมองนี้สะท้อนความกังวลว่า รัฐอาจให้ความสำคัญกับการรักษาระเบียบของตลาดมากกว่าการดูแลความมั่นคงในชีวิตของประชาชน

ต้นทุนที่ไม่เคยอยู่ในตารางเศรษฐกิจ

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ “ต้นทุนเงียบ” ซึ่งหมายถึงรายได้ เวลา และแรงงานที่ประชาชนใช้เพื่อประคองครอบครัวหลังได้รับผลกระทบจากนโยบายหรือโครงการขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดน้ำท่วม คนค้าขายอาจสูญเสียรายได้ คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอาจไม่มีผู้โดยสาร และผู้หญิงในครอบครัวต้องใช้เวลาจำนวนมากในการทำความสะอาดบ้านหรือดูแลสมาชิกที่ได้รับผลกระทบ

ต้นทุนเหล่านี้มักไม่ปรากฏในรายงานความเสียหายที่ให้ความสำคัญกับถนน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก หากการประเมินยังมองไม่เห็นงานดูแลครอบครัวและแรงงานนอกระบบ การชดเชยก็อาจไม่เพียงพอ และทำให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยทรัพยากรที่น้อยลง

บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็ถูกนำมาเชื่อมโยงกับคำถามเรื่องความรับผิดชอบเช่นกัน การเปิดเสรีทางการเงินก่อนวิกฤตทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ แต่ภายใต้ภาพการเติบโตกลับมีหนี้และความเปราะบางสะสมอยู่ เมื่อระบบการเงินมีปัญหา ผู้คนจำนวนมากตกงาน ขณะที่ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน และค่ารักษาพยาบาลยังคงต้องจ่ายต่อไป

เครือข่ายฯ ยังตั้งข้อสังเกตถึงภาระจากการออกพันธบัตรเพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงิน ซึ่งกลายเป็นหนี้สาธารณะและส่งต่อภาระมายังประชาชน ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า การช่วยเหลือทางการเงินระดับประเทศไม่ได้มีแค่ตัวเลขเงินกู้หรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนธรรมดาในระยะยาว

ที่ดิน พลังงาน และสิทธิในการกำหนดอนาคต

สำหรับชุมชนที่พึ่งพาป่าและเกษตรกรรม ที่ดินไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แต่เป็นบ้าน แหล่งอาหาร พื้นที่ทำมาหากิน และพื้นที่รักษาเมล็ดพันธุ์ จรัสศรี จันทร์อ้าย จึงเสนอให้รัฐสนับสนุนโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน เพื่อให้คนในพื้นที่มีอำนาจจัดการทรัพยากรและลดการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน

ในเมืองเอง แรงงานทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คนขับรถ และแรงงานก่อสร้างคือผู้ทำให้เมืองเดินหน้า แต่คนกลุ่มนี้กลับเสี่ยงถูกผลักออกไปไกลจากงานและครอบครัวเมื่อพื้นที่ถูกพัฒนา ประโยคที่ว่า “เราไม่ใช่ผู้บุกรุกเมือง แต่พวกเราคือคนสร้างเมืองนี้” จึงเป็นภาพสะท้อนสิทธิในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและเมืองอย่างมีศักดิ์ศรี

ด้านพลังงาน ภาคประชาชนยังแสดงความกังวลต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนก๊าซและเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการใช้คาร์บอนเครดิตหรือเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อสนับสนุนการขยายอุตสาหกรรม หากผลประโยชน์จากการลงทุนกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุน ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟและรับผลกระทบต่อดิน น้ำ และอากาศ การเปลี่ยนผ่านพลังงานก็อาจไม่เป็นธรรมอย่างแท้จริง

กรณีเหมืองแร่โปแตชยังชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนของโครงการอาจเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ ก่อนที่เหมืองจะเปิดดำเนินการด้วยซ้ำ ชุมชนจึงควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและมีสิทธิร่วมตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อโครงการอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านน้ำท่วมอุโมงค์ ก๊าซใต้ดิน หรือผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม

การพัฒนาที่เห็นคุณค่างานดูแล

อีกมิติหนึ่งที่มักถูกละเลยคืองานดูแลครอบครัว เมื่อเกิดการตกงานหรือการเจ็บป่วย ผู้หญิงและคนทำงานดูแลต้องรับผิดชอบทั้งค่าใช้จ่าย การทำอาหาร การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และสมาชิกที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ งานเหล่านี้ช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมดำเนินต่อ แต่กลับไม่ค่อยถูกนับเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ข้อเสนอเรื่อง Care Income หรือค่าตอบแทนสำหรับแม่และคนทำงานดูแล จึงเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะช่วยยืนยันว่าการดูแลไม่ใช่งานที่ไม่มีมูลค่า รัฐควรออกแบบสวัสดิการที่ครอบคลุม พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนทำงานดูแลมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนา

ท้ายที่สุด คำถามว่า “ใครจ่ายบิลการพัฒนา?” ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในเวทีประชาชนเท่านั้น แต่ควรเป็นคำถามกลางของทุกโครงการ ตั้งแต่การสร้างถนน การจัดการที่ดิน การวางแผนพลังงาน ไปจนถึงการกู้เงินระหว่างประเทศ การพัฒนาที่ดีควรทำให้คนมีความมั่นคงมากขึ้น ไม่ใช่ทำให้บางกลุ่มร่ำรวยขึ้น ขณะที่อีกหลายครอบครัวสูญเสียบ้าน อาชีพ และอนาคต

แนวโน้มสำคัญต่อจากนี้คือประชาชนจะเรียกร้องข้อมูลที่โปร่งใส การประเมินผลกระทบที่นับรวมงานดูแลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสิทธิในการร่วมตัดสินใจมากขึ้น หากรัฐและสถาบันการเงินต้องการให้การลงทุนได้รับความไว้วางใจ พวกเขาต้องตอบให้ได้ว่าใครได้ประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และจะรับผิดชอบอย่างไรเมื่อการพัฒนาไม่เป็นไปตามภาพฝัน

การเติบโตที่ตอบโจทย์ชีวิตไม่ใช่การเติบโตที่มีตัวเลขสูงที่สุด แต่คือการเติบโตที่ทำให้คนธรรมดาอยู่ได้ มีสิทธิเลือก และไม่ต้องจ่ายบิลแทนคนอื่นเพียงลำพัง

ที่มา – ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนถึงธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ เมื่อการเติบโตต้องตอบโจทย์ชีวิต

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *