โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว?
ทุกวันนี้เราเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาไม่กี่นาที ก็สามารถติดตามสงคราม การเลือกตั้ง เทคโนโลยีใหม่ หรือความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจได้จากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แต่การเห็นข่าวจำนวนมากไม่ได้แปลว่าเราเข้าใจโลกครบทุกมุมเสมอไป เพราะเหตุการณ์เดียวกันอาจถูกเล่าต่างกันตามประวัติศาสตร์ ผลประโยชน์ และมุมมองของผู้เล่า
บทความนี้ชวนมองคำถามสำคัญว่า โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว? โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ รัสเซีย ลาตินอเมริกา อาเซียน และบทบาทของไทยในยุคที่ไม่มีมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้กำหนดกติกาทั้งหมด
โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว?
ภาพจำที่เราคุ้นเคย เช่น โลกตะวันตกกับโลกตะวันออก ประเทศประชาธิปไตยกับประเทศอำนาจนิยม หรือประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ล้วนช่วยให้เราเริ่มทำความเข้าใจข่าวระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้น แต่กรอบเหล่านี้อาจไม่เพียงพอเมื่อโลกจริงมีความซับซ้อนมากกว่านั้น
ประเทศหนึ่งอาจมองการขยายความร่วมมือทางทหารว่าเป็นการป้องกันตัว ขณะที่อีกประเทศมองว่าเป็นภัยคุกคาม เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ชุดเดียวกันที่คนแต่ละกลุ่มอาจจดจำไม่เหมือนกัน การอ่านข่าวอย่างมีวิจารณญาณจึงต้องถามต่อว่า ใครเป็นคนเล่า เล่าเพื่ออะไร และมีข้อมูลส่วนใดที่ยังไม่ถูกพูดถึง
ประวัติศาสตร์คือพลังที่ยังทำงานอยู่
ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในตำรา แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่รัฐและผู้คนมองตัวเอง รัสเซียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะประสบการณ์จากการเป็นจักรวรรดิขนาดใหญ่ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และความทรงจำด้านความมั่นคง ล้วนมีอิทธิพลต่อท่าทีของชนชั้นนำและสังคม
การทำความเข้าใจบริบทเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลหรือการใช้กำลัง แต่ช่วยให้เราวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น ในทำนองเดียวกัน หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ใช้เรื่องความมั่นคง เอกภาพของชาติ และประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์มีทั้งด้านที่สร้างความขัดแย้งและด้านที่เชื่อมโยงผู้คน การค้า การอพยพ อาหาร ภาษา และวัฒนธรรมต่างพิสูจน์ว่าโลกไม่เคยแยกขาดจากกันอย่างแท้จริง พริกและมะละกอที่อยู่ในอาหารไทยก็สะท้อนการเดินทางของผู้คนและสินค้าข้ามทวีปได้เป็นอย่างดี
อาเซียนมีความสำคัญ แต่ยังต้องเปลี่ยนความสำคัญให้เป็นอำนาจต่อรอง
อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในฐานะตลาด แหล่งผลิต และจุดเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน แต่ความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่าจะมีอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์โดยอัตโนมัติ ประเทศสมาชิกมีระบบการเมือง ประวัติศาสตร์ และผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ทำให้อาเซียนยังเป็นการรวมกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง แต่ก็เปราะบางในประเด็นสำคัญ
แนวคิด ASEAN Centrality หรือการให้อาเซียนเป็นแกนกลางของความร่วมมือระดับภูมิภาค จึงต้องมากกว่าการจัดประชุมและออกแถลงการณ์ร่วม อาเซียนควรเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างมาตรฐานร่วมในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางไซเบอร์ สิ่งแวดล้อม และการจัดการภัยพิบัติ เพราะความร่วมมือที่จับต้องได้จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองได้จริง
ประเทศสมาชิกไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่ควรมีวาระร่วมที่ชัดเจน หากอาเซียนสามารถเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นจุดแข็งได้ ภูมิภาคนี้จะไม่ใช่เพียงสนามแข่งขันของสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย หรือมหาอำนาจอื่น แต่จะเป็นผู้เล่นที่สามารถกำหนดเงื่อนไขของตัวเองได้มากขึ้น
ไทยควรวางตัวอย่างไรในโลกหลายขั้ว
สำหรับประเทศไทย การประกาศว่าจะเป็น Middle Power หรือประเทศอำนาจระดับกลางเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญกว่าคือการสร้างความสามารถที่ทำให้ประเทศอื่นต้องการร่วมมือกับไทย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี การทูตเชิงวัฒนธรรม หรือบทบาทด้านการเจรจา
ไทยควรมีทั้ง Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และความยืดหยุ่นในการรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย การไม่เลือกข้างแบบตายตัวอาจช่วยลดความเสี่ยง แต่การวางตัวเป็นกลางจะมีความหมายก็ต่อเมื่อไทยรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร มีผลประโยชน์ระยะยาวชัดเจน และมีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อรอง
นโยบายต่างประเทศยังต้องเชื่อมโยงกับชีวิตของประชาชน ไม่ใช่จำกัดอยู่ในเวทีระหว่างประเทศเท่านั้น เมื่อเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวจากหลายประเทศ การตัดสินใจทางการทูตย่อมส่งผลต่อผู้ประกอบการ คนทำงาน และคนรุ่นใหม่โดยตรง ดังนั้นการกำหนดทิศทางประเทศควรเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ นักวิชาการ ภาคประชาชน และคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม
ในยุคโซเชียลมีเดียและ AI ผู้คนสามารถรับข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่ก็มีโอกาสตกอยู่ในห้องเสียงสะท้อนมากขึ้นเช่นกัน เราอาจเห็นแต่ข่าวที่ตรงกับความเชื่อเดิม และรีบตัดสินประเทศอื่นจากคลิปสั้นหรือพาดหัวข่าว การรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นทักษะสำคัญไม่แพ้ความรู้ด้านเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี
ท้ายที่สุด คำถามว่า โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว? ไม่ควรเป็นเรื่องของรัฐบาลหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่เป็นคำถามของทุกคน เพราะทิศทางของประเทศเกี่ยวข้องกับงาน รายได้ ความปลอดภัย และอนาคตของสังคม
ความเห็นของผู้เขียนคือ ไทยไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นมหาอำนาจ แต่ควรเป็นประเทศที่รู้จักจุดแข็งของตัวเอง มีพันธมิตรหลากหลาย และกล้ากำหนดวาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากเราอ่านโลกให้ลึกกว่าข่าว ตั้งคำถามกับทุกเรื่องเล่า และลงทุนกับความรู้ระยะยาว ไทยจะมีโอกาสเปลี่ยนจากผู้ตามเกมให้กลายเป็นผู้เล่นที่มีอำนาจต่อรองมากขึ้น
ที่มา – โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว?
