แฮชเรตบิตคอยน์ต่ำกว่าแนวโน้ม 50% นักขุดหันสู่ AI

อุตสาหกรรมการขุดบิตคอยน์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มหันทรัพยากรจากการขุดคริปโตไปสู่ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สาเหตุสำคัญมาจากความต้องการสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาราคาบิตคอยน์เพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนทิศทางดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อกำลังประมวลผลของเครือข่าย และทำให้ แฮชเรตบิตคอยน์ต่ำกว่าแนวโน้ม 50% นักขุดหันสู่ AI กลายเป็นประเด็นที่ตลาดจับตามอง

แฮชเรต หรือ Hashrate คือปริมาณกำลังประมวลผลทั้งหมดที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยและยืนยันธุรกรรมบนเครือข่ายบิตคอยน์ หากแฮชเรตสูง เครือข่ายก็จะมีการแข่งขันในการขุดมากขึ้นและมีความปลอดภัยสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม รายงานไตรมาสสองของ CoinShares ระบุว่า แฮชเรตเครือข่ายบิตคอยน์อยู่ต่ำกว่าเส้นทางการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 50% แม้ตัวเลขจะดูรุนแรง แต่รูปแบบนี้ยังสอดคล้องกับการหดตัวที่มักเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ Bitcoin Halving ในอดีต

แฮชเรตบิตคอยน์ต่ำกว่าแนวโน้ม 50% นักขุดหันสู่ AI

การลดลงครั้งนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นช่วงขาลงของแฮชเรตที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่จีนประกาศแบนการขุดบิตคอยน์ในปี 2021 นักขุดบางรายปิดเครื่องขุดชั่วคราว ขณะที่บริษัทอีกหลายแห่งขายบิตคอยน์สำรองหรือขายอุปกรณ์ประมวลผล เพื่อนำเงินไปลงทุนในศูนย์ข้อมูลสำหรับงาน AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง

แม้การหันไปทำ AI จะทำให้กำลังขุดลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายบิตคอยน์กำลังล้มเหลว นักขุดจำนวนมากเพียงกำลังเลือกใช้ทรัพย์สินเดิมให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด เนื่องจากศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI สามารถสร้างรายได้ต่อเมกะวัตต์ได้มากกว่าการขุดบิตคอยน์อย่างชัดเจน

เหตุผลที่นักขุดบิตคอยน์เลือกลงทุนใน AI

แรงผลักดันหลักมาจากความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีต้องการพื้นที่ศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า และกำลังประมวลผลจำนวนมาก แต่การสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในสหรัฐฯ กลับทำได้ยากขึ้น ทั้งจากข้อจำกัดด้านพลังงาน ระยะเวลาในการก่อสร้าง กฎระเบียบ และการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า

ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่แล้วจึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้ประกอบการขุดบิตคอยน์ที่มีพื้นที่ ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้งาน สามารถปรับเปลี่ยนสถานที่ให้รองรับเซิร์ฟเวอร์ AI ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มโครงการใหม่ตั้งแต่ต้น บางบริษัทจึงมองว่าการเปลี่ยนไปสู่ AI ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

  • AI สร้างรายได้ต่อเมกะวัตต์ได้สูงกว่าการขุดบิตคอยน์
  • ศูนย์ข้อมูลเดิมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากข้อจำกัดในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่
  • รายได้จากสัญญาเช่าศูนย์ข้อมูลระยะยาวช่วยลดความผันผวนของธุรกิจ
  • บริษัทสามารถกระจายความเสี่ยงจากราคาบิตคอยน์และต้นทุนพลังงาน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ TeraWulf ซึ่งสามารถทำสัญญาเช่าศูนย์ข้อมูลกับ Anthropic เป็นระยะเวลา 20 ปี และอาจสร้างรายได้รวมสูงถึงประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ ข้อตกลงลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของนักขุดสามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรม AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต้นทุนการขุดยังสูง แม้การแข่งขันลดลง

การที่นักขุดบางส่วนปิดเครื่องไม่ได้ทำให้ต้นทุนการผลิตบิตคอยน์ลดลงโดยอัตโนมัติ รายงานของ CoinShares ระบุว่า ต้นทุนเงินสดเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักก่อนหักภาษีของบริษัทขุดที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นอยู่ที่ประมาณ 75,500 ดอลลาร์ต่อบิตคอยน์ในไตรมาสสอง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางรายมีต้นทุนสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญในช่วงที่ราคาบิตคอยน์เคลื่อนไหวต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์

ตัวเลขนี้สะท้อนแรงกดดันจากค่าไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โดยเฉพาะในรัฐเท็กซัสที่ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี เมื่อรายได้จากการขุดไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย การนำกำลังไฟฟ้าไปใช้กับงาน AI จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า

ข้อมูลในรายงานระบุว่า การประมวลผลประสิทธิภาพสูงสามารถสร้างรายได้ประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อปี ขณะที่การขุดบิตคอยน์สร้างรายได้ราว 500,000 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อปี ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ผู้บริหารต้องพิจารณาการจัดสรรพลังงานใหม่อย่างจริงจัง

บริษัทใดได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ AI ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน Core Scientific เคยจ่ายเงินประมาณ 41.9 ล้านดอลลาร์เพื่อยกเลิกข้อตกลงกับฝ่าย Proto ของ Block โดยสละสิทธิ์ในการรับชิปขุดรุ่นใหม่ขนาด 3 นาโนเมตร ซึ่งมีกำลังรวมราว 15 EH/s บริษัทเลือกนำทรัพยากรไปให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน AI แทน

การตัดสินใจลักษณะนี้อาจช่วยเพิ่มรายได้ในระยะยาว แต่ก็ทำให้บริษัทสูญเสียความสามารถในการกลับเข้าสู่ตลาดการขุดได้อย่างรวดเร็ว หากราคาบิตคอยน์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ นักขุดที่ขายอุปกรณ์หรือเปลี่ยนศูนย์ข้อมูลไปใช้กับ AI อย่างเต็มรูปแบบอาจต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อกลับมาดำเนินธุรกิจเดิม

อนาคตของเครือข่ายบิตคอยน์หลังแฮชเรตลดลง

ผู้เชี่ยวชาญจาก CoinShares มองว่าการลดลงของแฮชเรตไม่ได้เป็นสัญญาณของปัญหาเชิงระบบ แต่เป็นการปรับตัวของบริษัทขุดที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ในตลาด AI การที่แฮชเรตเริ่มฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดก่อนหน้านี้ยังสะท้อนว่า ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังมองว่าการขุดบิตคอยน์มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ

หากราคาบิตคอยน์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมการทางธุรกิจอาจเปลี่ยนแปลงได้ทันที รายได้จากการขุดจะเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังการผลิตที่ถูกปิดไว้บางส่วนอาจกลับมาออนไลน์อีกครั้ง นั่นอาจทำให้เครือข่ายเริ่มเข้าสู่วงจรการเติบโตตามปกติก่อนถึงเหตุการณ์ Halving ครั้งถัดไปในปี 2028

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญไม่ได้มีเพียงราคาบิตคอยน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าไฟฟ้า ความสามารถในการเข้าถึงอุปกรณ์ขุด ประสิทธิภาพของชิป สัญญาซื้อขายพลังงาน และความต้องการใช้ศูนย์ข้อมูล AI นักลงทุนจึงควรพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ร่วมกันก่อนประเมินทิศทางของหุ้นนักขุดหรือสินทรัพย์ดิจิทัล

มุมมองต่อแฮชเรตบิตคอยน์ต่ำกว่าแนวโน้ม 50% นักขุดหันสู่ AI

ในมุมมองของผู้เขียน แฮชเรตบิตคอยน์ต่ำกว่าแนวโน้ม 50% นักขุดหันสู่ AI เป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวทางธุรกิจมากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าบิตคอยน์สูญเสียความแข็งแกร่ง นักขุดกำลังเลือกช่องทางที่ให้รายได้ดีกว่าในช่วงเวลาที่ต้นทุนการขุดสูงและการแข่งขันรุนแรง การกระจายธุรกิจเช่นนี้อาจช่วยให้บริษัทอยู่รอดในระยะยาว และเมื่อราคาบิตคอยน์กลับมาโดดเด่น เครือข่ายก็มีโอกาสดึงกำลังประมวลผลกลับคืนมา

สำหรับผู้ติดตามตลาด ควรจับตาทั้งการฟื้นตัวของแฮชเรต ราคาพลังงาน การลงทุนในศูนย์ข้อมูล และสัญญาเช่า AI เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าอุตสาหกรรมขุดบิตคอยน์จะกลับมาเติบโตเร็วเพียงใด หากคุณสนใจตลาดคริปโต ควรติดตามข้อมูลอย่างรอบด้านและบริหารความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ที่มา – Bitcoin’s Network Hashrate Is 50% Below Trend as Miners Shift to AI

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *