เอลนีโญท่วมชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย น้ำขึ้นสูงสุดยังไม่มา

สถานการณ์ เอลนีโญท่วมชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย น้ำขึ้นสูงสุดยังไม่มา กำลังสร้างความกังวลให้กับชุมชนริมทะเล ถนนสายสำคัญ และหน่วยงานฉุกเฉินในหลายพื้นที่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย แม้เหตุการณ์น้ำทะเลหนุนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จะเกี่ยวข้องกับวัฏจักรน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอิทธิพลของเอลนีโญอาจทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและเพิ่มความรุนแรงของน้ำท่วมในช่วงปลายปี

บริเวณทางหลวง Shoreline Highway ในเขต Marin County ทางตอนเหนือของซานฟรานซิสโก ถูกน้ำทะเลไหลเข้าท่วมภายในเวลาเพียงประมาณครึ่งชั่วโมง บางจุดมีน้ำลึกเกือบสองฟุตจนกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่บนถนน เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุดเดียว แต่มีรายงานน้ำท่วมจาก San Pablo Bay ลงไปจนถึง Monterey ทำให้ผู้ใช้รถต้องเดินทางด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

เอลนีโญท่วมชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย น้ำขึ้นสูงสุดยังไม่มา

ภาพจากพื้นที่ประสบภัยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน ทั้งรถยนต์ที่ติดอยู่ในชุมชนพื้นที่ต่ำ ถนนที่กลายเป็นทางน้ำ และเส้นทางสัญจรใต้ทางหลวงหมายเลข 101 ที่มีผู้พบเห็นนักพายเรือและเรือคายักเคลื่อนผ่าน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไม่ได้เป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับทุกคน เพราะน้ำเค็มสามารถสร้างความเสียหายต่ออาคาร ระบบไฟฟ้า รถยนต์ และโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

ระดับน้ำขึ้นสูงในบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกยังทำลายสถิติระดับน้ำขึ้นสูงสุดของเดือนตุลาคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่เป็น spring tide หรือน้ำเกิด ซึ่งเป็นช่วงที่แรงดึงดูดจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทำให้ระดับน้ำขึ้นสูงกว่าปกติ โดยทั่วไปน้ำเกิดจะเกิดประมาณเดือนละสองครั้งตามวัฏจักรดวงจันทร์ ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเกิดในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น

ทำไมเอลนีโญจึงทำให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้น

เอลนีโญทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อรูปแบบลม คลื่น และพายุ น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นมีการขยายตัว ขณะเดียวกันคลื่น Kelvin waves สามารถผลักดันมวลน้ำอุ่นเข้าหาชายฝั่ง เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับน้ำขึ้นสูง ระดับน้ำทะเลอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ชุมชนคุ้นเคย

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ระดับน้ำจากน้ำขึ้นตามวัฏจักรธรรมดาในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นราวหนึ่งฟุตเหนือระดับปกติ และนั่นยังไม่ใช่ช่วงที่มีน้ำขึ้นสูงสุดของปี หากเกิดพายุขนาดใหญ่พร้อมกับน้ำขึ้นแบบ king tide หรือช่วงน้ำขึ้นสูงสุด ผลกระทบอาจรุนแรงขึ้นอย่างมาก ทั้งคลื่นซัดฝั่ง น้ำทะเลล้นคันกั้นน้ำ และน้ำท่วมถนนที่เกิดซ้ำหลายครั้ง

รายงานจากศูนย์วิจัยด้านนิเวศวิทยาถนนของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส เตือนว่า พายุรุนแรงในฤดูหนาวอาจทำให้ระดับน้ำสูงกว่าระดับปัจจุบันประมาณสองถึงสามฟุต พื้นที่ที่มีความเสี่ยงครอบคลุมสนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก ชายหาดและถนนพื้นที่ต่ำในเขต San Luis Obispo รวมถึงเส้นทาง U.S. Route 101 บริเวณ Corte Madera และ Humboldt Bay

พื้นที่ใดอาจได้รับผลกระทบหนัก

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณชายฝั่งที่ติดทะเลโดยตรง พื้นที่รอบอ่าว ปากแม่น้ำ ถนนที่สร้างบนพื้นที่ลุ่ม และชุมชนหลังแนวเขื่อนก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณทางหลวง California State Route 37 ใกล้ San Pablo Bay หากเกิดน้ำท่วมหรือเขื่อนกั้นน้ำแตก การจราจรและการขนส่งสินค้าอาจหยุดชะงักเป็นเวลานาน

นักวิจัยประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากถนนสายดังกล่าวอาจสูงถึงประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หากเกิดน้ำท่วมซ้ำต่อเนื่อง ผลกระทบจะขยายไปถึงธุรกิจในท้องถิ่น คนทำงานที่ต้องเดินทาง และหน่วยงานที่ต้องใช้งบประมาณซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ สนามบินและเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญยังอาจเผชิญความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนและพายุที่รุนแรงขึ้น

  • ถนนและทางหลวงในพื้นที่ต่ำอาจถูกตัดขาด
  • ชุมชนริมอ่าวอาจต้องรับมือกับน้ำเค็มและคลื่นสูง
  • ระบบระบายน้ำและคันกั้นน้ำอาจทำงานเกินขีดจำกัด
  • ธุรกิจท้องถิ่นอาจสูญเสียรายได้จากการเดินทางที่หยุดชะงัก
  • การช่วยเหลือฉุกเฉินอาจทำได้ยากหากถนนหลายสายถูกน้ำท่วมพร้อมกัน

รถยนต์ไฟฟ้ากับความเสี่ยงจากน้ำเค็ม

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของรถยนต์ไฟฟ้ามีขนาดใหญ่และประกอบด้วยเซลล์พลังงานจำนวนมาก เมื่อน้ำเค็มเข้าไปถึงชุดแบตเตอรี่ อาจทำให้เกิดการลัดวงจร การกัดกร่อน และปฏิกิริยาความร้อนต่อเนื่องที่เรียกว่า thermal runaway

ความร้อนจากปฏิกิริยาดังกล่าวสามารถทำให้แบตเตอรี่ลุกไหม้ได้ แม้รถจะถูกย้ายออกจากน้ำแล้วก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัยจึงแนะนำว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่จมน้ำเค็มไม่ควรถูกสตาร์ตหรือชาร์จทันที เจ้าของรถควรออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย แจ้งหน่วยงานฉุกเฉิน และให้ช่างหรือเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมตรวจสอบรถโดยละเอียด

ความเสี่ยงนี้ยังใช้กับอุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เช่น สว่านไร้สาย เครื่องเป่าใบไม้ จักรยานไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ แม้พลังงานจะน้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้า แต่การสัมผัสน้ำเค็มก็อาจทำให้เกิดความเสียหายหรือไฟไหม้ได้เช่นกัน

ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร

ผู้ที่อาศัยหรือทำงานใกล้ชายฝั่งควรติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานท้องถิ่นและสำนักงานอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง ก่อนเกิดน้ำท่วม ควรย้ายรถและอุปกรณ์ไฟฟ้าไปยังพื้นที่สูง เก็บเอกสารสำคัญไว้ในภาชนะกันน้ำ และเตรียมเส้นทางอพยพสำรอง หากมีประกาศให้ออกจากพื้นที่ ควรปฏิบัติตามทันที ไม่ควรขับรถฝ่ากระแสน้ำ เพราะระดับน้ำที่ดูไม่ลึกอาจซ่อนหลุมหรือกระแสน้ำแรงไว้ด้านล่าง

  • ตรวจสอบระดับน้ำขึ้นและประกาศ king tide ล่วงหน้า
  • ชาร์จโทรศัพท์และเตรียมไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และยาประจำตัว
  • ย้ายรถยนต์ไฟฟ้าออกจากพื้นที่เสี่ยงน้ำเค็ม
  • ห้ามเข้าใกล้รถหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่จมน้ำ
  • วางแผนเส้นทางไปยังพื้นที่สูงและแจ้งสมาชิกครอบครัวให้ทราบ

สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า การวางแผนรับมือน้ำทะเลหนุนไม่ควรรอจนกว่าจะเกิดพายุใหญ่ เพราะ เอลนีโญท่วมชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย น้ำขึ้นสูงสุดยังไม่มา และช่วงน้ำขึ้นสูงสุดของปีอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม ชุมชน หน่วยงานรัฐ และประชาชนจึงควรร่วมกันเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบแจ้งเตือน และแผนอพยพให้พร้อมที่สุด การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้อาจช่วยลดความเสียหายและรักษาความปลอดภัยของผู้คนได้อย่างมาก

ที่มา – El Niño Is Already Flooding California’s Coasts—and the Year’s Highest Tides Haven’t Arrived

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *