หุ้นบริษัท AI ร่วง หลังบิตคอยน์ติดเว็บเทรดไร้ชื่อ
หุ้นบริษัท AI ร่วง หลังบิตคอยน์ติดเว็บเทรดไร้ชื่อ กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเทคโนโลยีและคริปโตเคอร์เรนซี หลัง Datavault AI Inc. เปิดเผยว่า บริษัทไม่สามารถถอนบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 65 ล้านดอลลาร์ออกจากบัญชีบนแพลตฟอร์ม Biconomy ได้ แม้จะยื่นคำขอถอนเงินมานานหลายเดือน เหตุการณ์นี้ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัล การเลือกผู้ให้บริการซื้อขาย และความโปร่งใสของบริษัทที่นำคริปโตมาเกี่ยวข้องกับงบดุล
เรื่องดังกล่าวเริ่มต้นจากข้อตกลงซื้อหลักทรัพย์ระหว่าง Datavault และ Scilex Holding Company ในเดือนกันยายน 2025 โดย Scilex ตกลงซื้อหุ้นสามัญของ Datavault จำนวน 15 ล้านหุ้น พร้อมใบสำคัญแสดงสิทธิที่ชำระเงินล่วงหน้า ครอบคลุมหุ้นเพิ่มเติมอีกกว่า 263 ล้านหุ้น มูลค่ารวมของธุรกรรมอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ และชำระด้วยบิตคอยน์ราว 1,328.43 เหรียญ
หุ้นบริษัท AI ร่วง หลังบิตคอยน์ติดเว็บเทรดไร้ชื่อ
จากข้อมูลในเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล Scilex โอนบิตคอยน์ประมาณ 1,309.04 เหรียญไปยังกระเป๋าดิจิทัลที่ Datavault ดูแลผ่าน Biconomy โดยใช้การโอนภายในแพลตฟอร์ม หรือ off-chain transfer หลังหักยอดบางส่วนสำหรับเงินสดล่วงหน้า ต่อมา Datavault ขายบิตคอยน์คืนให้ Scilex ประมาณ 491.431 เหรียญ คิดเป็นเงินสดราว 40.5 ล้านดอลลาร์
เมื่อหักยอดที่ขายออกไปแล้ว ยังเหลือบิตคอยน์ประมาณ 817.6 เหรียญอยู่ในบัญชี หากประเมินจากราคาบิตคอยน์ใกล้ระดับ 80,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ สินทรัพย์ก้อนนี้จะมีมูลค่าประมาณ 65 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าไม่สามารถโอนเหรียญดังกล่าวไปยังกระเป๋าภายนอกได้ตั้งแต่ยื่นคำขอในเดือนมิถุนายน ทำให้สินทรัพย์ที่ควรเป็นสภาพคล่องกลับกลายเป็นเงินที่เข้าถึงไม่ได้
หุ้นบริษัท AI ร่วง หลังบิตคอยน์ติดเว็บเทรดไร้ชื่อ เพราะถอนเหรียญไม่ได้
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาบิตคอยน์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องสิทธิในการควบคุมและการเข้าถึงสินทรัพย์ บริษัทอาจแสดงยอดบิตคอยน์ไว้ในบัญชี แต่การมีตัวเลขอยู่บนหน้าจอไม่ได้แปลว่าบริษัทสามารถนำเหรียญออกมาใช้ได้จริง นักลงทุนจึงกลับมาให้ความสนใจกับแนวคิดยอดนิยมในโลกคริปโตที่ว่า “ไม่ใช่กุญแจของคุณ ก็ไม่ใช่เหรียญของคุณ”
ในเดือนมิถุนายน 2026 Scilex และ Datavault ยังได้ลงนามใน term sheet ที่มีผลผูกพัน เพื่อให้ Scilex ซื้อบิตคอยน์ประมาณ 837 เหรียญจากกระเป๋า Biconomy ในราคา 50 ล้านดอลลาร์ แผนการชำระเงินประกอบด้วยเงินก้อนแรก 30 ล้านดอลลาร์ และเงินที่เหลือ 20 ล้านดอลลาร์ แบ่งจ่ายเป็นรายไตรมาสจนถึงเดือนธันวาคม 2028 แต่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
เอกสารรายงานผลประกอบการในเวลาต่อมาระบุว่า ทั้งสองบริษัทยังไม่ได้ทำสัญญาขั้นสุดท้าย และยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าธุรกรรมเสร็จสิ้นหรือถูกยกเลิกแล้ว ความไม่แน่นอนนี้ยิ่งทำให้ตลาดกังวล เพราะบริษัทต้องพึ่งพาความร่วมมือจากทั้ง Scilex และ Biconomy เพื่อจัดการกับบิตคอยน์ที่อยู่ในบัญชี
ปัญหาทางบัญชีและความเสี่ยงต่อบริษัท
Datavault เปิดเผยปัญหาการถอนเงินและประเด็นด้านบัญชีผ่านเอกสาร Form 8-K ที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ บริษัทระบุว่าบิตคอยน์ดังกล่าวไม่เข้าเกณฑ์ที่จะรับรู้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัท จึงเตรียมบันทึกเป็นลูกหนี้ค่าสมัครซื้อหลักทรัพย์จาก Scilex แทน
การเปลี่ยนวิธีบันทึกบัญชีอาจส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง รวมถึงต้องกลับรายการกำไรและขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ Datavault ยังระบุว่า งบการเงินก่อนหน้าบางฉบับไม่ควรนำมาใช้อ้างอิงอีกต่อไป และฝ่ายบริหารกำลังทบทวนการประเมินความสามารถในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง หรือ going concern
ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะบริษัทเคยมองบิตคอยน์เป็นแหล่งสภาพคล่อง หากไม่สามารถถอนหรือเรียกเก็บมูลค่าของเหรียญได้จริง เงินก้อนนี้ก็ไม่สามารถนำไปชำระหนี้ ลงทุน หรือใช้ดำเนินงานได้ตามแผน นักลงทุนจึงไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนของราคาคริปโต แต่ยังต้องรับความเสี่ยงจากคู่สัญญา ระบบแพลตฟอร์ม และเอกสารทางกฎหมายด้วย
ทำไม Biconomy จึงถูกจับตามอง
Biconomy ที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารคือ BICONOMY PTE. LTD. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการกระเป๋าดิจิทัลและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับบัญชีของ Datavault ชื่อนี้ไม่ควรสับสนกับ Biconomy.io ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินแบบกระจายศูนย์คนละแห่งกัน
แพลตฟอร์ม Biconomy Exchange ระบุว่าตนเองได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ของมาเลเซีย แต่รายชื่อผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่จดทะเบียน ซึ่งเผยแพร่โดยหน่วยงานดังกล่าว ไม่ได้แสดงชื่อ Biconomy ในรายการล่าสุด ความแตกต่างระหว่างคำกล่าวอ้างของแพลตฟอร์มกับรายชื่อทางการ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสถานะการกำกับดูแลและระดับการคุ้มครองผู้ใช้
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมการถอนบิตคอยน์จึงไม่เสร็จสมบูรณ์ และสิ่งใดเป็นอุปสรรคต่อการโอนเหรียญไปยังบัญชีภายนอก รายงานข่าวระบุว่า Biconomy ยังไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการถอนเงินและสินทรัพย์ที่รองรับบัญชีของ Datavault ความเงียบนี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดและผู้บริหารของบริษัท
บทเรียนสำหรับนักลงทุนคริปโต
กรณีนี้สะท้อนว่าการถือบิตคอยน์ผ่านตลาดซื้อขายรวมศูนย์มีความเสี่ยงหลายชั้น แม้บริษัทจะเป็นนิติบุคคลขนาดใหญ่หรือมีหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่หากเหรียญถูกเก็บไว้กับผู้ให้บริการภายนอก บริษัทก็ยังต้องพึ่งพาระบบ การอนุมัติ และสถานะทางกฎหมายของผู้ให้บริการนั้น
- ตรวจสอบสิทธิในการควบคุมเหรียญ: นักลงทุนควรดูว่าบริษัทถือ private key เองหรือเพียงมียอดสินทรัพย์อยู่ในบัญชีของแพลตฟอร์ม
- ตรวจสอบสถานะผู้ให้บริการ: ควรเปรียบเทียบคำกล่าวอ้างเรื่องใบอนุญาตกับข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง
- อ่านรายละเอียดในงบการเงิน: ต้องพิจารณาว่าสินทรัพย์ดิจิทัลถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ ลูกหนี้ หรือรายการอื่น และมีเงื่อนไขการเข้าถึงอย่างไร
- แยกความเสี่ยงด้านราคาออกจากความเสี่ยงด้านการเก็บรักษา: ราคาบิตคอยน์อาจลดลงได้ แต่การถอนเหรียญไม่ได้คือความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งที่อาจรุนแรงกว่า
- อย่าตัดสินจากชื่อบริษัทเพียงอย่างเดียว: บริษัทที่มีคำว่า AI หรือ Bitcoin ในเรื่องราวการลงทุนไม่ได้หมายความว่ามีธุรกิจหลักหรือระบบบริหารสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง
Datavault ไม่ได้เป็นบริษัทคลังบิตคอยน์โดยตรงในรูปแบบเดียวกับ Strategy เพราะบิตคอยน์ของบริษัทมาจากการชำระเงินในธุรกรรมขายหุ้นและใบสำคัญแสดงสิทธิ ไม่ใช่แผนสะสมบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง กรณีนี้จึงแตกต่างจากบริษัทที่สร้างกลยุทธ์ระยะยาวด้วยการออกหุ้นหรือหนี้เพื่อซื้อเหรียญโดยเฉพาะ
สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญคือ ความสามารถในการเข้าถึงสินทรัพย์และความโปร่งใสของคู่สัญญา ไม่ใช่เพียงมูลค่าบิตคอยน์ที่แสดงอยู่ในงบดุล เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการกระจายความเสี่ยงต้องครอบคลุมทั้งราคา ผู้รับฝากทรัพย์สิน กฎระเบียบ และโครงสร้างทางบัญชี หากกำลังพิจารณาหุ้นหรือโครงการคริปโต ควรอ่านเอกสารทางการและตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
ที่มา – AI Company’s Stock Craters After Admitting Its Bitcoin Is Stuck on an Exchange Nobody’s Heard of
