เดิมพันด้วยชีวิต จ่ายด้วยน้ำตา? ปมเบี้ยเลี้ยงตำรวจชายแดนใต้

ประเด็น เดิมพันด้วยชีวิต จ่ายด้วยน้ำตา กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังมีเอกสารเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ซึ่งระบุว่า งบดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า หรือ ศปก.ตร.สน. ลดลงกว่า 429 ล้านบาท โดยเฉพาะงบเบี้ยเลี้ยงที่ลดลงมากกว่า 314 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสร้างความกังวลให้ตำรวจชั้นประทวนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเบี้ยเลี้ยงไม่ใช่เงินส่วนเกิน แต่เป็นรายได้สำคัญสำหรับดูแลครอบครัวและรับมือกับต้นทุนการทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนใต้ยังมีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นเป็นระยะ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการต้องลาดตระเวน รักษาความปลอดภัย สืบสวน และเข้าระงับเหตุอย่างต่อเนื่อง การทำงานแต่ละวันมีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป ดังนั้น เมื่อสวัสดิการถูกปรับลดลง จึงย่อมกระทบทั้งขวัญกำลังใจ คุณภาพชีวิต และความเชื่อมั่นที่มีต่อระบบราชการ

เดิมพันด้วยชีวิต จ่ายด้วยน้ำตา: เบี้ยเลี้ยงที่หายไป

ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า กลุ่มหน่วยปฏิบัติการพิเศษและกองกำกับการสืบสวนสอบสวนระดับจังหวัด ถูกปรับลดเบี้ยเลี้ยงจาก 6,700 บาทต่อคนต่อเดือน เหลือ 5,000 บาท หรือลดลง 1,700 บาทต่อเดือน คิดเป็นเงินที่หายไปกว่า 20,000 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่สายงานอำนวยการ ปราบปราม จราจร และสืบสวนสอบสวน ถูกปรับจาก 5,680 บาท เหลือ 4,300 บาทต่อเดือน

กลุ่มตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด. เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการถูกปรับจาก 6,780 บาท เหลือ 3,820 บาทต่อเดือน ส่วนฝ่ายอำนวยการถูกปรับเหลือ 2,800 บาทต่อเดือน หากมองจากผู้มีรายได้สูง เงินจำนวนนี้อาจดูเหมือนหลักพันที่ไม่มากนัก แต่สำหรับตำรวจชั้นผู้น้อย เงินดังกล่าวอาจหมายถึงค่านมลูก ค่าเดินทาง ค่าเช่าบ้าน ค่าเล่าเรียน หรือค่าดูแลพ่อแม่

ความสับสนของรัฐบาลและคำชี้แจงที่ไม่ตรงกัน

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การสื่อสารของหน่วยงานรัฐ เมื่อฝ่ายผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ระบุว่า ได้สะท้อนปัญหาต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว และได้รับการรับปากว่าจะดูแลสิทธิประโยชน์ของกำลังพล ขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีการตัดเบี้ยเลี้ยง และอาจเป็นความเข้าใจผิดในระดับปฏิบัติการ

ต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติยอมรับว่า งบประมาณโดยรวมลดลงจริงตามเอกสารที่ปรากฏ พร้อมระบุว่ากำลังพิจารณาแนวทางขอรับการจัดสรรงบกลางจากรัฐบาลเข้ามาชดเชย ความเห็นที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเกิดคำถามว่า รัฐบาลรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากการจัดสรรงบไม่เพียงพอต่อภารกิจ

เสียงจากสภาฯ ดูแลคนทำงานก่อนเกิดความสูญเสีย

เรื่องนี้ถูกนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกสภาฯ ในพื้นที่สะท้อนว่า เบี้ยเลี้ยงหลักพันบาทมีความหมายต่อชีวิตประจำวันของตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างมาก แนวคิดสำคัญคือ รัฐควรดูแลกำลังพลในเวลาที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไม่ใช่รอให้เกิดการสูญเสียแล้วจึงมอบเงินชดเชยหรือเลื่อนยศ

นอกจากนั้น ยังมีการตั้งคำถามต่อแนวทางบริหารงบประมาณที่นำงบก้อนเดิมมาเฉลี่ยจ่ายให้บุคลากรจำนวนมากขึ้น เพราะภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่พิเศษควรได้รับการประเมินตามความเสี่ยง ไม่ใช่พิจารณาเพียงจำนวนคนหรือเพดานงบประมาณ การตัดลดสวัสดิการโดยไม่มีมาตรการรองรับอาจทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่า ภาระถูกส่งต่อให้ผู้ปฏิบัติงานแบกรับเพียงฝ่ายเดียว

ผลกระทบต่อความมั่นคงและความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

นักวิชาการด้านอาชญาวิทยาเตือนว่า ปัญหานี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องเงินเดือนหรือสวัสดิการ เพราะกำลังใจของเจ้าหน้าที่สัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพการทำงาน หากตำรวจต้องสำรองจ่ายค่าน้ำมัน ค่าอุปกรณ์ หรือค่าใช้จ่ายภาคสนามด้วยเงินส่วนตัวอยู่แล้ว การลดเบี้ยเลี้ยงย่อมเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น

ในระยะยาว ความขาดแคลนอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตหรือการพึ่งพาเครือข่ายผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีกลุ่มอิทธิพล ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามเครือข่าย หากรัฐไม่สามารถสนับสนุนทรัพยากรพื้นฐานได้ กลุ่มเหล่านี้อาจใช้ช่องว่างเข้ามาเสนอผลประโยชน์หรือทรัพยากรแทนรัฐ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงกว่าตัวเลขงบประมาณที่ประหยัดได้

ทางออกที่ควรทำอย่างเร่งด่วน

  • จัดสรรงบกลางโดยเร็ว: รัฐบาลควรพิจารณาชดเชยงบเบี้ยเลี้ยงที่ขาดหาย เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ได้รับผลกระทบในทันที
  • จัดลำดับความสำคัญของงบ: หน่วยงานควรทบทวนโครงการหรือการจัดซื้อที่ยังไม่เร่งด่วน แล้วรักษางบสำหรับภารกิจแนวหน้า
  • ปรับระบบงบประมาณระยะยาว: การจัดสรรควรสะท้อนระดับความเสี่ยงและภารกิจจริงของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกับหน่วยงานทั่วไป
  • เปิดช่องทางรับฟังเสียงตำรวจชั้นประทวน: คนทำงานหน้างานควรมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา เพื่อให้การตัดสินใจตรงกับความเป็นจริง
  • ตรวจสอบอย่างโปร่งใส: รัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามการใช้งบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เจ้าหน้าที่และประชาชน

ท้ายที่สุด ปัญหา เดิมพันด้วยชีวิต จ่ายด้วยน้ำตา สะท้อนว่าความมั่นคงไม่สามารถวัดได้จากจำนวนงบประมาณที่ลดลงเพียงอย่างเดียว รัฐอาจประหยัดเงินในระยะสั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าต้นทุนระยะยาวอาจเป็นขวัญกำลังใจที่ถดถอย ความปลอดภัยของประชาชน และความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ การดูแลเจ้าหน้าที่แนวหน้าอย่างเป็นธรรมจึงไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษ แต่เป็นการลงทุนเพื่อความสงบของประเทศ ขอให้รัฐบาลชี้แจงข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เร่งแก้ปัญหา และทำให้ผู้ปฏิบัติงานมั่นใจว่า พวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ที่มา – เดิมพันด้วยชีวิต จ่ายด้วยน้ำตา? สรุปปมปรับลดเบี้ยเลี้ยงตำรวจชายแดนใต้ ท่ามกลางความสับสนของรัฐบาล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *