ระดับ CO2 ทั่วโลกคาดพุ่งสูงจากซูเปอร์เอลนีโญ
ระดับ CO2 ทั่วโลกคาดพุ่งสูงจากซูเปอร์เอลนีโญ เป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นหรือทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2026–2027 อีกด้วย
หนึ่งในสัญญาณที่เห็นได้ชัดคือไฟป่าพรุในอินโดนีเซีย ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งจากเอลนีโญ ควันไฟจากพื้นที่ดังกล่าวปกคลุมอินโดนีเซียและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ สุขภาพของประชาชน และการเดินทางทางอากาศ ขณะเดียวกันไฟเหล่านี้ยังปล่อยคาร์บอนจำนวนมหาศาลจากชั้นพรุที่สะสมคาร์บอนมานานหลายศตวรรษ
ระดับ CO2 ทั่วโลกคาดพุ่งสูงจากซูเปอร์เอลนีโญ
ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์โลก Gareth Roberts และ Martin Wooster ระบุว่า ในปีนี้ไฟป่าในอินโดนีเซียปล่อยคาร์บอนออกมาประมาณ 190 ล้านตัน ปริมาณดังกล่าวเทียบได้กับราวสามในสี่ของการปล่อย CO2 ต่อปีจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศอินโดนีเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไฟป่าไม่ได้เป็นเพียงปัญหาท้องถิ่น แต่สามารถส่งผลต่อสมดุลคาร์บอนของทั้งโลกได้
พื้นที่พรุที่ถูกทำลายจากการตัดไม้ทำลายป่าและการระบายน้ำออกมีความไวต่อการติดไฟมากขึ้น เมื่อเกิดภัยแล้ง ดินพรุจะแห้งและลุกไหม้ได้ง่าย ไฟบางส่วนไม่ได้ลุกไหม้เฉพาะบนผิวดิน แต่ยังคุกรุ่นอยู่ใต้พื้นดินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน กระบวนการนี้ปล่อยคาร์บอนโบราณที่ถูกกักเก็บไว้เป็นเวลานานกลับคืนสู่บรรยากาศ
ระดับ CO2 ทั่วโลกคาดพุ่งสูงจากซูเปอร์เอลนีโญและไฟป่า
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศที่เกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเริ่มจากลมค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำทะเลอุ่นจากฝั่งตะวันตกเคลื่อนเข้าหาบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจะถ่ายเทความร้อนและความชื้นจำนวนมากเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ จึงทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศในหลายภูมิภาค
โดยทั่วไป เอลนีโญทำให้พื้นที่เขตร้อนมีฝนลดลงและอากาศร้อนขึ้น สภาพดังกล่าวนำไปสู่ภัยแล้ง การเจริญเติบโตของพืชที่ลดลง และความเสี่ยงไฟป่าที่เพิ่มขึ้น เมื่อพืชเติบโตน้อยลง ป่าไม้ก็สามารถดูดซับคาร์บอนได้น้อยลง ขณะเดียวกันไฟป่าก็ปล่อยคาร์บอนออกมาเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณ CO2 ในบรรยากาศเพิ่มสูงกว่าในปีที่ไม่มีเอลนีโญ
ทำไมเอลนีโญจึงเร่งการเพิ่มขึ้นของ CO2
ป่าเขตร้อนทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญของโลก แต่ภาวะแห้งแล้งและอุณหภูมิสูงทำให้ต้นไม้เติบโตช้าลง ต้นไม้บางส่วนตายจากการขาดน้ำ และอินทรียวัตถุที่ตายแล้วจะค่อย ๆ ย่อยสลาย กระบวนการย่อยสลายนี้ปล่อยคาร์บอนกลับคืนสู่บรรยากาศมากขึ้น ต้นไม้เขตร้อนบางชนิดสะสมคาร์บอนในลำต้นและกิ่งก้านมานานหลายร้อยปี ดังนั้นเมื่อถูกไฟไหม้หรือตายลง ผลกระทบจึงคล้ายระเบิดคาร์บอนที่ค่อย ๆ ทำงาน
งานวิจัยยังพบว่าเอลนีโญอาจกระตุ้นรูปแบบไฟป่าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่เขตร้อน โดยมักเริ่มจากภัยแล้งและไฟป่าพรุในอินโดนีเซีย จากนั้นความเสี่ยงไฟป่าจะเพิ่มขึ้นในป่าแอมะซอนตอนกลางและตะวันออก สถานการณ์ในบราซิลสะท้อนแนวโน้มนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะมีการตรวจพบจุดความร้อนในรัฐอามาโซนัสจำนวน 1,921 จุด ระหว่างวันที่ 1–19 ตุลาคม ซึ่งเพิ่มขึ้น 202 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025
สถิติ CO2 โลกกำลังทำสถิติใหม่
ในช่วงเอลนีโญรุนแรงระหว่างปี 2023 และ 2024 ความเข้มข้น CO2 เฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3.5 ส่วนในล้านส่วน หรือ ppm ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บบันทึกข้อมูลสมัยใหม่ในปี 1957 ต่อมาองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO รายงานว่า CO2 เพิ่มขึ้นอีก 2.8 ppm ระหว่างปี 2024 ถึง 2025 แม้อัตราการเพิ่มขึ้นจะชะลอลง แต่ค่าเฉลี่ย CO2 ทั่วโลกก็ยังทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่
Oksana Tarasova เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์อาวุโสของ WMO ระบุว่า ความเข้มข้น CO2 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไปในปี 2026 เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการก่อตัวของเอลนีโญกำลังแรง ซึ่งจะกระทบแหล่งดูดซับคาร์บอนบนพื้นดินในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ปี 2023–2024
- ภัยแล้งทำให้พื้นที่พรุและป่าไม้ติดไฟง่ายขึ้น
- ไฟป่าปล่อยคาร์บอนที่สะสมอยู่ในพืชและดินออกมา
- พืชเติบโตช้าลง จึงดูดซับ CO2 ได้น้อยลง
- ต้นไม้ตายและย่อยสลาย ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติม
- การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเพิ่ม CO2 ควบคู่กับผลกระทบจากเอลนีโญ
ผลกระทบอาจรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูหนาว
การคาดการณ์ล่าสุดจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป หรือ ECMWF แสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 7.2 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 4 องศาเซลเซียสภายในเดือนธันวาคม เนื่องจากช่วงเวลาที่เอลนีโญมีความรุนแรงสูงสุดยังมาไม่ถึง ผลกระทบด้านภัยแล้ง ไฟป่า และการปล่อย CO2 อาจเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงฤดูหนาว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครสามารถระบุได้แน่ชัดว่าความเข้มข้น CO2 ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นมากเพียงใดระหว่างปี 2026 และ 2027 เพราะตัวเลขสุดท้ายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปริมาณฝน ความรุนแรงและพื้นที่ของไฟป่า การเติบโตของพืช รวมถึงการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมของมนุษย์ แต่เมื่อซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นพร้อมกับการปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังอยู่ในระดับสูง แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ CO2 ย่อมเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต้องเฝ้าระวัง
ข้อคิดสำคัญ คือการลดการปล่อยคาร์บอนไม่ควรจำกัดอยู่แค่การลดเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น การปกป้องป่าพรุ ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า และฟื้นฟูระบบนิเวศก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากทุกภาคส่วนช่วยลดความเสี่ยงไฟป่าและรักษาแหล่งดูดซับคาร์บอน โลกก็อาจลดแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้น ติดตามข้อมูลสภาพอากาศและร่วมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดตั้งแต่วันนี้ เพื่อช่วยลดผลกระทบในอนาคต
ที่มา – Global CO2 Levels Expected to Surge Thanks to This Super El Niño
