หนังนาร์เนียของเกรตา เกอร์วิกได้แรงบันดาลใจสุดเซอร์ไพรส์
หนังนาร์เนียของเกรตา เกอร์วิกได้แรงบันดาลใจสุดเซอร์ไพรส์จากสิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือดนตรีร็อกแอนด์โรลจากอังกฤษในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 แทนที่จะสร้างภาพยนตร์แฟนตาซีตามสูตรเดิม ผู้กำกับหญิงชื่อดังเลือกมองโลกของนาร์เนียผ่านพลังของเสียงดนตรี ความสูญเสีย และจินตนาการที่สามารถเปลี่ยนสถานที่อันสิ้นหวังให้กลายเป็นจักรวาลใหม่ที่ผู้คนอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่
ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจาก The Magician’s Nephew หรือ หลานของพ่อมด หนังสือเล่มก่อนเหตุการณ์หลักในชุด The Chronicles of Narnia ของ ซี.เอส. ลูอิส โดยมีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2027 ก่อนเปิดให้รับชมทาง Netflix ในวันที่ 2 เมษายน 2027 ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่การกลับมาของโลกแฟนตาซีอันเป็นที่รักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวคิดสร้างสรรค์ของเกรตา เกอร์วิกที่ต้องการทำให้เรื่องนี้มีขนาดใหญ่ แปลกใหม่ และเต็มไปด้วยอารมณ์แบบดนตรีร็อกโอเปรา
หนังนาร์เนียของเกรตา เกอร์วิกได้แรงบันดาลใจสุดเซอร์ไพรส์
ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Empire เกอร์วิกเปิดเผยว่า เธออยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความรู้สึกเหมือนร็อกโอเปรา แม้ตัวหนังจะไม่ใช่มิวสิคัลที่ตัวละครร้องเพลงตลอดทั้งเรื่องก็ตาม สำหรับเธอ ดนตรีร็อกไม่ได้เป็นเพียงเสียงประกอบฉาก แต่เป็นพลังที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินทางไปยังโลกอื่น ดนตรีที่ยิ่งใหญ่จึงกลายเป็นแนวคิดสำคัญในการออกแบบบรรยากาศและอารมณ์ของนาร์เนีย
เกอร์วิกพูดถึงศิลปินหลายคนที่มีความหมายกับชีวิตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเดวิด โบวี พอล แม็กคาร์ตนีย์ เดวิด กิลมอร์ พีท ทาวน์เซนด์ จิมมี เพจ และโรเบิร์ต แพลนต์ เธออธิบายว่าเพลงของศิลปินเหล่านี้เคยช่วยให้เธอรู้สึกว่า แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดหรือความไม่แน่นอน ทุกอย่างก็ยังสามารถดีขึ้นได้ ความรู้สึกดังกล่าวสอดคล้องกับหัวใจของนาร์เนีย ซึ่งเป็นโลกที่เกิดจากจินตนาการ ความหวัง และเสียงเพลงของอัสลาน
หนังนาร์เนียของเกรตา เกอร์วิกได้แรงบันดาลใจสุดเซอร์ไพรส์จากร็อกอังกฤษ
สิ่งที่น่าสนใจคือเรื่องราวต้นฉบับของ The Magician’s Nephew เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคก่อนที่ดนตรีร็อกแอนด์โรลจะถือกำเนิดขึ้นอย่างจริงจัง แต่เวอร์ชันของเกอร์วิกจะขยับช่วงเวลาให้ใกล้กับยุคที่หนังสือถูกตีพิมพ์มากขึ้น นั่นคือช่วงกลางทศวรรษ 1950 การตัดสินใจนี้เปิดโอกาสให้ภาพยนตร์เชื่อมโยงกับช่วงเวลาที่เด็ก ๆ ซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นศิลปินร็อกชื่อดังในเวลาต่อมา กำลังค้นหาเสียงและตัวตนของตัวเอง
ผู้กำกับยังเปรียบเทียบเด็ก ๆ ในยุคนั้นกับผู้คนที่สามารถสร้างปราสาทขึ้นมาจากซากปรักหักพังหลังสงคราม พวกเขาเผชิญกับความเจ็บปวด การสูญเสีย และสถานการณ์ที่ดูไม่มีอนาคต แต่กลับใช้จินตนาการเพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้นมา แนวคิดนี้ทำให้นาร์เนียไม่ได้เป็นเพียงดินแดนเวทมนตร์สำหรับหลีกหนีความจริง แต่เป็นพื้นที่ที่มนุษย์ใช้เปลี่ยนความเศร้าให้กลายเป็นงานศิลปะและความหวัง
- แรงบันดาลใจหลัก: ดนตรีร็อกอังกฤษจากยุค 1960 และ 1970
- หนังสือที่นำมาดัดแปลง: The Magician’s Nephew ของ ซี.เอส. ลูอิส
- ช่วงเวลาของเรื่อง: ใกล้เคียงยุคกลางทศวรรษ 1950
- กำหนดฉายในโรงภาพยนตร์: 12 กุมภาพันธ์ 2027
- กำหนดฉายบน Netflix: 2 เมษายน 2027
นาร์เนียในมุมมองใหม่ที่เน้นพลังของจินตนาการ
โดยทั่วไป ผู้ชมอาจคาดหวังว่าภาพยนตร์นาร์เนียจะเน้นสัตว์พูดได้ เวทมนตร์ การต่อสู้ และภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ แต่แนวคิดของเกอร์วิกบอกเป็นนัยว่าเรื่องนี้อาจให้ความสำคัญกับการกำเนิดของโลกมากกว่าการผจญภัยเพียงอย่างเดียว เธอมองว่านาร์เนียเป็นโลกที่ถูกขับร้องให้เกิดขึ้นโดยอัสลาน ดังนั้นองค์ประกอบด้านเสียง จังหวะ และพลังทางอารมณ์จึงอาจมีบทบาทสำคัญพอ ๆ กับงานภาพและเทคนิคพิเศษ
แนวทางนี้ยังช่วยให้หนังมีความร่วมสมัย แม้เรื่องราวจะมาจากวรรณกรรมคลาสสิกก็ตาม ดนตรีร็อกในยุคแรกเคยเป็นภาษาของคนรุ่นใหม่ เป็นพื้นที่สำหรับตั้งคำถามต่อสังคม และเป็นช่องทางให้ผู้คนแสดงความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดทั่วไป การนำพลังแบบเดียวกันมาใช้กับนาร์เนียอาจทำให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น และทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าการสร้างโลกใหม่ไม่ได้เกิดจากเวทมนตร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความกล้าที่จะฝันในช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วย
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือชื่อจริงของเดวิด โบวีคือเดวิด โจนส์ เกอร์วิกตั้งคำถามเชิงจินตนาการว่า เราจะเปลี่ยนจากเด็กหรือคนธรรมดาที่ชื่อเดวิด โจนส์ ไปเป็นเดวิด โบวี ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร เธอมองว่าบางทีการเดินทางไปยังโลกมหัศจรรย์อย่างนาร์เนียอาจเป็นคำตอบเชิงสัญลักษณ์ การได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าชีวิตประจำวันอาจทำให้คนคนหนึ่งกล้าสร้างตัวตนใหม่และสร้างผลงานที่ไม่มีใครคาดคิด
นิตยสาร Empire ยังเปิดเผยภาพปกพิเศษสำหรับสมาชิก ซึ่งนำเสนอภาพอัสลานกำลังสร้างนาร์เนียขึ้นมา โดยได้รับแรงออกแบบจากศิลปินคอนเซปต์อย่างเจมี โจนส์ ภาพดังกล่าวยิ่งทำให้แฟน ๆ อยากเห็นว่าหนังจะตีความการสร้างโลกในรูปแบบใด จะเป็นฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการ หรือเป็นช่วงเวลาที่เน้นความรู้สึกและพลังของเสียงมากกว่า สิ่งที่เปิดเผยในตอนนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของข้อมูลชุดใหม่จากทีมสร้าง
ทำไมแฟนแฟนตาซีควรจับตาผลงานเรื่องนี้
เกรตา เกอร์วิกมีชื่อเสียงจากการสร้างภาพยนตร์ที่เข้าใจความรู้สึกของตัวละคร และสามารถนำประเด็นส่วนตัวมาผูกเข้ากับเรื่องราวขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การรับหน้าที่กำกับนาร์เนียจึงน่าสนใจ เพราะเธออาจไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงภาพยนตร์แฟนตาซีสำหรับครอบครัว แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเติบโต ความสูญเสีย การสร้างตัวตน และพลังของจินตนาการที่ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตต่อไป
หนังนาร์เนียของเกรตา เกอร์วิกได้แรงบันดาลใจสุดเซอร์ไพรส์ก็จริง แต่แรงบันดาลใจนั้นกลับเข้ากับแก่นของเรื่องอย่างน่าประหลาด ดนตรีร็อกเคยเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นเสียงเพลง เช่นเดียวกับที่นาร์เนียเปลี่ยนความว่างเปล่าให้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยชีวิต หากผู้กำกับถ่ายทอดแนวคิดนี้ได้สำเร็จ ภาพยนตร์อาจมอบประสบการณ์ที่ทั้งยิ่งใหญ่และอบอุ่นกว่าการผจญภัยแฟนตาซีทั่วไป ความเห็นส่วนตัวคือ นี่อาจเป็นการตีความนาร์เนียที่มีเอกลักษณ์ที่สุดครั้งหนึ่ง และแฟน ๆ ควรติดตามตัวอย่างแรกกับรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด
สรุป: เตรียมเปิดใจให้กับนาร์เนียเวอร์ชันใหม่ เพราะครั้งนี้โลกเวทมนตร์อาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากคาถาเท่านั้น แต่อาจเกิดจากพลังของดนตรี ความทรงจำ และความกล้าที่จะจินตนาการ หากคุณชื่นชอบแฟนตาซี ภาพยนตร์ของเกรตา เกอร์วิกคือหนึ่งในผลงานที่ควรปักหมุดรอชมในปี 2027
ที่มา – Greta Gerwig’s ‘Narnia’ Movie Rose From Surprising Inspiration
