สหพันธ์ขนส่งฯ บุกกระทรวงพลังงาน จี้รื้อโครงสร้าง-ตรึงดีเซล 35 บาท ขีดเส้น 60 วันขู่เคลื่อนรถบรรทุกพันคันบุกกรุง
ประเด็นราคาน้ำมันดีเซลกำลังกลับมาเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมจับตามองอีกครั้ง หลังสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย พร้อมเครือข่าย 13 สมาคม รวมตัวกันจัดกิจกรรม “รวมพลังคนขนส่ง หยุดปล้นประชาชน” บริเวณหน้ากระทรวงพลังงาน เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 8 บาทต่อลิตร
สำหรับประชาชนทั่วไป เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการกับภาครัฐ แต่ในความเป็นจริง ราคาดีเซลมีผลต่อชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นส่วนสำคัญของการขนส่งสินค้า เมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ราคาสินค้า อาหาร และบริการต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มตามไปด้วย
สหพันธ์ขนส่งฯ บุกกระทรวงพลังงาน จี้รื้อโครงสร้าง-ตรึงดีเซล 35 บาท ขีดเส้น 60 วันขู่เคลื่อนรถบรรทุกพันคันบุกกรุง
บรรยากาศการเคลื่อนไหวครั้งนี้ค่อนข้างเข้มข้น มีการนำรถบรรทุกติดป้ายข้อความวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทุนพลังงาน พร้อมจัดเวทีปราศรัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ตัวแทนผู้ประกอบการ และนักการเมืองบางส่วน นอกจากนี้ ยังมีการตั้งโลงศพและวางดอกไม้จันทน์ในเชิงสัญลักษณ์ ภายใต้ข้อความ “หยุดปล้นประชาชน” เพื่อสะท้อนความรู้สึกของผู้ชุมนุมที่มองว่าประชาชนกำลังแบกรับภาระราคาพลังงานอย่างหนัก
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการยกระดับจากกิจกรรม Truck Power ที่จังหวัดชลบุรี เนื่องจากข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงที่ประชาชนกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม ก็ยิ่งทำให้ความเดือดร้อนขยายวงกว้างมากขึ้น
ข้อเรียกร้องหลักต้องการตรึงดีเซลที่ 35 บาท
หนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญคือ การขอให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 35 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนได้อย่างชัดเจน สหพันธ์ฯ ยังเสนอให้มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและพลังงานทั้งระบบ รวมถึงทบทวนต้นทุนสมมติที่ถูกนำมาใช้คำนวณราคาน้ำมันในประเทศ
นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเหลือร้อยละ 5 ทบทวนค่าการกลั่น และกำหนดให้น้ำมันเป็นสินค้าควบคุม เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามและดูแลราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยผู้ประกอบการมองว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า เช่น การลดภาษีน้ำมันบางประเภท อาจช่วยได้เพียงระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
- ตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 35 บาท เป็นเวลา 1 ปี
- ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและพลังงานทั้งระบบ
- ยกเลิกต้นทุนสมมติที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง
- ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเหลือร้อยละ 5
- ทบทวนค่าการกลั่นและควบคุมราคาน้ำมัน
- ตรวจสอบกรณีน้ำมันหายกว่า 700 ล้านลิตร
- จัดตั้งคลังน้ำมันสำรองของชาติเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ การเรียกร้องให้ตรวจสอบกรณีน้ำมันหายไปกว่า 700 ล้านลิตร เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและผู้รับผิดชอบ รวมถึงข้อเสนอให้ยุบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. และจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองระดับชาติเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต
ขีดเส้นรัฐบาล 60 วัน ก่อนพิจารณายกระดับการเคลื่อนไหว
สหพันธ์ฯ ระบุว่า รัฐบาลมีเวลาประมาณ 60 วัน ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพื่อเร่งพิจารณาและแก้ไขปัญหา โดยมาตรการช่วยเหลือจะต้องครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ช่วยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น หากรัฐบาลเสนอแนวทางที่จำกัดอยู่เพียงบางกลุ่ม ทางสหพันธ์ฯ ระบุว่าจะไม่รับข้อเสนอดังกล่าว
หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีความคืบหน้า สหพันธ์ฯ อาจยกระดับการชุมนุมด้วยการประสานกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ และจัดขบวนรถบรรทุกจำนวน 500-1,000 คัน เคลื่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประเด็นราคาดีเซลอาจกลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ
ด้านกระทรวงพลังงานได้ส่งตัวแทนออกมารับหนังสือข้อเรียกร้อง พร้อมชี้แจงความคืบหน้ากรณีการกักตุนน้ำมัน โดยระบุว่าได้รับข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI แล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยจำนวน 24 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์กักตุนและเก็งกำไรน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม ขณะนี้มีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 6 ราย
กระทรวงพลังงานเตรียมหารือร่วมกับ DSI เพื่อรวบรวมและตรวจสอบเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเร่งรัดการดำเนินคดีและนำผู้กระทำผิดมารับผิดชอบตามกฎหมาย ประเด็นนี้ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความโปร่งใสในการบริหารจัดการพลังงานด้วย
ในมุมของผู้บริโภค สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้คือ รัฐบาลจะเลือกใช้มาตรการใดระหว่างการตรึงราคา การลดภาษี การปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมัน หรือการตรวจสอบต้นทุนในห่วงโซ่พลังงาน แต่ละแนวทางมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การตรึงราคาอาจช่วยลดภาระได้ทันที แต่หากไม่มีแหล่งเงินรองรับก็อาจสร้างภาระการคลัง ขณะที่การปรับโครงสร้างอาจใช้เวลานาน แต่มีโอกาสแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า
ท้ายที่สุด ประเด็น สหพันธ์ขนส่งฯ บุกกระทรวงพลังงาน จี้รื้อโครงสร้าง-ตรึงดีเซล 35 บาท ขีดเส้น 60 วันขู่เคลื่อนรถบรรทุกพันคันบุกกรุง สะท้อนว่าราคาพลังงานยังเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย รัฐบาลควรเปิดข้อมูลต้นทุนอย่างโปร่งใส รับฟังทุกฝ่าย และสื่อสารแนวทางแก้ปัญหาให้ประชาชนเข้าใจ เพราะการตัดสินใจในช่วง 60 วันนี้อาจกำหนดทิศทางทั้งต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว
