ย้อนบทสัมภาษณ์ต่อศักดิ์ โชติมงคล หลังถูกพาดพิง ‘ระบอบอากง’ ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกทม. ยุคชัชชาติ
เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อของ ‘อากง’ ผ่านหูผ่านตากันมาบ้างในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสข่าวร้อนแรงเกี่ยวกับการบริหารงานและการซื้อขายตำแหน่งในกรุงเทพมหานคร วันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนฟังมุมมองและบทสัมภาษณ์เจาะลึกของ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ชายผู้อยู่เบื้องหลังประเด็นดราม่าที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่า ย้อนบทสัมภาษณ์ต่อศักดิ์ โชติมงคล หลังถูกพาดพิง ‘ระบอบอากง’ ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกทม. ยุคชัชชาติ นั้นมีข้อเท็จจริงอย่างไร
ย้อนบทสัมภาษณ์ต่อศักดิ์ โชติมงคล หลังถูกพาดพิง ‘ระบอบอากง’ ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกทม. ยุคชัชชาติ
เมื่อครั้งที่ทีมงานชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ อดีตประธานที่ปรึกษาฯ ได้เปิดใจถึงกลไกการทำงานและจุดยืนเรื่องการปราบปรามระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในราชการกรุงเทพฯ โดยเขาเน้นย้ำว่า ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้ามาทำงาน สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้บุคลากรทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่การวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสายอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
เปิดเบื้องหลังการทำงานและจุดยืนต่อระบบอุปถัมภ์
จากบทสัมภาษณ์ ย้อนบทสัมภาษณ์ต่อศักดิ์ โชติมงคล หลังถูกพาดพิง ‘ระบอบอากง’ ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกทม. ยุคชัชชาติ เราจะพบว่าสิ่งที่ต่อศักดิ์พยายามทำคือการ ‘รื้อ’ โครงสร้างเดิม แม้จะทราบดีว่าข้อจำกัดทางกฎหมายเป็นอุปสรรคสำคัญในการจัดการเด็ดขาด แต่ทีมงานยังคงมุ่งมั่นปฏิรูปโดยการประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อจัดการปัญหาทุจริตให้เป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่จะทำได้
ความน่าสนใจของเคสนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่อยู่ที่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของต่อศักดิ์เอง เขายอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงระบบราชการขนาดใหญ่ให้สะอาดหมดจดในระยะเวลาอันสั้นนั้นเป็นเรื่องยาก เหมือนการพยายามถอนรากถอนโคนต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกมานานหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม การส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากผู้บริหารกทม. ในยุคนั้นถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการลดทอนพฤติกรรมการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง
- การเน้นย้ำนโยบายไม่รับเงินในที่ประชุมทุกครั้ง
- การสร้างความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณาตำแหน่ง
- การทำงานร่วมกับองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบเส้นทางการทุจริต
ท้ายที่สุด การมองปัญหาผ่านเลนส์ของคนทำงานจริงอย่างต่อศักดิ์ ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าการบริหารงานเมืองหลวงนั้นมีความท้าทายมากกว่าที่ตาเห็น สิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ แม้ระบบตรวจสอบจะเข้มข้นแค่ไหน แต่การมีผู้นำที่กล้าประกาศจุดยืนต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจังยังเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ การติดตามข่าวสารทางการเมืองยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การเสพดราม่า แต่เป็นการมองภาพรวมเพื่อทำความเข้าใจว่าบ้านเมืองเรากำลังขยับไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือย่ำอยู่กับที่กันแน่ ซึ่งความบริสุทธิ์ใจและการทำงานที่เปิดเผยจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้กับข้าราชการทุกคนในอนาคต
