ฟิล์ม รัฐภูมิ ปฏิเสธทุกข้อหาคดี Forex สางปมเส้นเงิน 25 ล้าน ยันไม่รู้จัก โค้ชเจมส์-ป้อม ภาวุธ เตรียมหอบหลักฐานยื่นเพิ่ม
กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีของ “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” อดีตนักร้องและนักแสดงชื่อดัง ที่ล่าสุดได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีหลอกลงทุน Forex ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยการสอบปากคำยาวนานกว่า 6 ชั่วโมงในครั้งนี้ ฟิล์ม รัฐภูมิ ปฏิเสธทุกข้อหาคดี Forex สางปมเส้นเงิน 25 ล้าน ยันไม่รู้จัก โค้ชเจมส์-ป้อม ภาวุธ เตรียมหอบหลักฐานยื่นเพิ่ม เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง
ฟิล์ม รัฐภูมิ ปฏิเสธทุกข้อหาคดี Forex สางปมเส้นเงิน 25 ล้าน ยันไม่รู้จัก โค้ชเจมส์-ป้อม ภาวุธ เตรียมหอบหลักฐานยื่นเพิ่ม
ในการชี้แจงต่อสื่อมวลชน ทนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช ทนายความส่วนตัวของฟิล์ม ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เป็นประเด็นสงสัย โดยยืนยันว่าเงินจำนวน 25 ล้านบาทที่ถูกกล่าวถึงนั้น เป็นยอดสะสมจากการทำธุรกิจจำหน่ายหน้ากากอนามัยในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ปี 2562-2569 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงประชาชนแต่อย่างใด อีกทั้งยังปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องเส้นเงิน 142 ล้านบาทว่าเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตที่ไม่มีมูลความจริง
เปิดไทม์ไลน์ธุรกิจและประเด็นที่สังคมสงสัย
ทางทนายความได้อธิบายชัดเจนว่า:
- บริษัท อีเทอร์เวลธ์ จำกัด (เดิมคือ แมสค์ คิ้วท์) ทำธุรกิจหน้ากากอนามัยที่เติบโตสูงในช่วงวิกฤตสุขภาพ จึงมีการหมุนเวียนของกระแสเงินตามปกติ
- ฟิล์ม รัฐภูมิ เคยถือหุ้นเพียง 1% ในบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการใดๆ
- ไม่มีความเชื่อมโยงกับโค้ชเจมส์ หรือบริษัทที่เป็นตัวกลางรับชำระเงิน (Payment Gateway) ในคดี Forex
ฟิล์ม รัฐภูมิ ยังได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่า ตนเองไม่เคยทำหน้าที่เป็นโบรกเกอร์หรือชักชวนใครให้ลงทุนในธุรกิจ Forex ตามที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งยังยืนยันว่าไม่รู้จักหรือมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับ โค้ชเจมส์ หรือ ภาวุธ อย่างที่มีข่าวลือหนาหู โดยมองว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นคนละช่วงเวลาและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย ในขณะนี้ทางทีมทนายความเตรียมที่จะรวบรวมพยานหลักฐานทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อยื่นประกอบการพิจารณาต่อ DSI อีกครั้ง เพื่อปิดคดีให้กระจ่างชัดที่สุด
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: ในยุคที่คดีการเงินออนไลน์ซับซ้อนขึ้น การมีหลักฐานทางการเงินที่ชัดเจน (Traceable Evidence) คือหัวใจสำคัญของการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่มีชื่อเสียงหรือนักธุรกิจในการทำธุรกรรมต่างๆ ว่าต้องมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบที่มาของรายได้ได้ทุกบาททุกสตางค์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความเสียหายต่อชื่อเสียงในอนาคต
เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และหลักฐานที่ฟิล์มจะนำไปยื่นเพิ่มเติมจะสามารถไขข้อข้องใจของพนักงานสอบสวนได้มากน้อยแค่ไหน หวังว่าความจริงจะปรากฏและได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายครับ
