พชรเสนอ 4 แนวทางอุดช่องโหว่กฎหมาย รับมืออาชญากรรมการเงิน ชี้ Bangkok Blueprint ต้องเดินคู่กำกับสินทรัพย์ดิจิทัล
โลกการเงินกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ขณะที่อาชญากรรมทางการเงินก็พัฒนาอย่างซับซ้อนและเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากขึ้น ประเด็น พชรเสนอ 4 แนวทางอุดช่องโหว่กฎหมาย รับมืออาชญากรรมการเงิน ชี้ Bangkok Blueprint ต้องเดินคู่กำกับสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเป็นเรื่องที่คนทั่วไป นักลงทุน และผู้ประกอบการเทคโนโลยีควรติดตาม เพราะเกี่ยวข้องทั้งความปลอดภัยของเงิน การลงทุน และความน่าเชื่อถือของตลาดไทย
พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. แสดงความคิดเห็นถึงกรอบความร่วมมือ Bangkok Blueprint จากการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยมองว่าแนวทางดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการรับมืออาชญากรรมทางการเงินที่ใช้ AI เข้ามาเพิ่มความเร็ว ขนาด และความแนบเนียนในการก่อเหตุ
พชรเสนอ 4 แนวทางอุดช่องโหว่กฎหมาย รับมืออาชญากรรมการเงิน ชี้ Bangkok Blueprint ต้องเดินคู่กำกับสินทรัพย์ดิจิทัล
สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การออกกฎใหม่จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้กฎหมายและหน่วยงานที่มีอยู่สามารถทำงานได้จริง ทันต่อสถานการณ์ และไม่สร้างภาระเกินจำเป็นกับประชาชนหรือธุรกิจที่ปฏิบัติตามกติกาอย่างถูกต้อง การกำกับดูแลที่ดีจึงต้องเดินบนเส้นทางสายกลาง ระหว่างการป้องกันความเสียหายกับการรักษาความคล่องตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล
ทำไมสินทรัพย์ดิจิทัลจึงเป็นประเด็นสำคัญ
สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถโอนย้ายข้ามประเทศได้อย่างรวดเร็ว และบางธุรกรรมเกิดขึ้นแทบจะทันที เทคโนโลยีนี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนและให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจถูกนำไปใช้ซ่อนเส้นทางเงิน หลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย หรือโยกย้ายทรัพย์สินก่อนที่หน่วยงานจะตรวจพบ
ด้วยเหตุนี้ Bangkok Blueprint จึงควรเดินคู่กับระบบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานและระหว่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญ เพราะอาชญากรรมยุคใหม่ไม่ได้หยุดอยู่ที่เขตแดนใดเขตแดนหนึ่ง หากกฎหมายของแต่ละประเทศทำงานแยกจากกัน ผู้กระทำผิดก็อาจใช้ช่องว่างดังกล่าวเป็นประโยชน์
4 แนวทางสำคัญเพื่ออุดช่องโหว่กฎหมาย
- กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานให้ชัดเจน: แต่ละหน่วยงานควรมีขอบเขตอำนาจและความรับผิดชอบที่เข้าใจง่าย โดยให้การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเป้าหมายหลัก
- สื่อสารบทบาทต่อสังคม: หน่วยงานกำกับดูแลควรอธิบายหน้าที่ อำนาจ และข้อจำกัดของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อลดความเข้าใจผิดและความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย
- ใช้กฎหมายเดิมให้มีประสิทธิภาพ: ก่อนออกกฎใหม่ ควรทบทวนว่ากฎหมายที่มีอยู่ใช้งานได้จริงหรือไม่ รวมถึงยกเลิกกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ล้าสมัย หรือไม่จำเป็น
- เข้าใจบริบทระหว่างประเทศ: ไทยควรพัฒนากรอบความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันอาชญากรรมโดยไม่กระทบต่อโอกาสทางเศรษฐกิจ
โอกาสของ STO และตลาดทุนไทย
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัลประเภทหลักทรัพย์ หรือ Security Token Offering (STO) ซึ่งยังต้องรอการปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หากมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและเหมาะสม STO อาจช่วยลดต้นทุนการระดมทุน เปิดทางให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น และทำให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงตลาดทุนในรูปแบบใหม่
อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีความมั่นใจว่าระบบสามารถตรวจสอบธุรกรรม ป้องกันการฉ้อโกง และเยียวยาความเสียหายได้อย่างเป็นธรรม การส่งเสริมเทคโนโลยีจึงต้องทำควบคู่กับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล การดูแลผู้บริโภค และระบบติดตามความเสี่ยงที่ทันสมัย
ปรับกระบวนการบังคับใช้ให้ทันเทคโนโลยี
พชรยังเสนอให้ทบทวนกระบวนการสอบสวน ความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน และบทลงโทษให้เหมาะกับลักษณะของธุรกรรมดิจิทัล เพราะระบบที่ยึดขั้นตอนมากเกินไปอาจทำให้การดำเนินคดีล่าช้า ขณะที่สินทรัพย์หรือข้อมูลสำคัญสามารถถูกย้ายหรือทำลายได้ภายในเวลาอันสั้น
นอกจากนั้น ควรมีการทบทวนกลไกตรวจสอบหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ รวมถึงขอบเขตอำนาจของศาลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตรวจสอบมีมาตรฐานและไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน หน่วยงานที่ต้องใช้ความคล่องตัวในการดูแลภาคธุรกิจควรมีระบบรับผิดรับชอบที่ชัดเจน พร้อมอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่เหมาะสม
ในมุมของประชาชน เรื่องนี้อาจดูเป็นประเด็นกฎหมายและการเงินที่ไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับทุกคน ตั้งแต่การโอนเงินผ่านแอป การซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงการลงทุนในแพลตฟอร์มออนไลน์ ดังนั้นผู้ใช้งานควรตรวจสอบแหล่งที่มา ไม่หลงเชื่อผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ และเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
โดยสรุป พชรเสนอ 4 แนวทางอุดช่องโหว่กฎหมาย รับมืออาชญากรรมการเงิน ชี้ Bangkok Blueprint ต้องเดินคู่กำกับสินทรัพย์ดิจิทัล สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องออกแบบกติกาที่เข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพิ่มข้อบังคับจนธุรกิจเดินหน้าไม่ได้ และไม่ควรผ่อนคลายจนผู้บริโภคต้องรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว
มองไปข้างหน้า เทรนด์สำคัญคือการกำกับดูแลแบบใช้ข้อมูลและ AI ช่วยตรวจจับความผิดปกติ แต่เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่สิ่งทดแทนความรับผิดชอบของหน่วยงานและผู้ประกอบการ หากไทยสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย นวัตกรรม และความเชื่อมั่นได้ ก็มีโอกาสก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินดิจิทัลที่น่าเชื่อถือในภูมิภาค ผู้ลงทุนและผู้ใช้งานจึงควรติดตามกฎใหม่อย่างใกล้ชิด พร้อมเรียนรู้วิธีปกป้องข้อมูลและทรัพย์สินของตัวเองตั้งแต่วันนี้
