สุชาติยืนยันไม่เกี่ยวข้อง ยันต์ปราบด่าน

ประเด็นภาพรถบรรทุกสิบล้อที่ติดสติกเกอร์ชื่อและรูปภาพของ สุชาติ ชมกลิ่น กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในโลกออนไลน์ หลังมีการนำภาพเก่ามาเผยแพร่พร้อมตั้งคำถามว่า สติกเกอร์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจขนส่ง หรือถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อช่วยให้รถผ่านด่านตรวจได้สะดวกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สุชาติออกมายืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5–6 ปีก่อน และตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสติกเกอร์ รถบรรทุก หรือธุรกิจโลจิสติกส์แต่อย่างใด

สำหรับผู้ติดตามข่าวการเมืองและประเด็นสังคม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาพเพียงภาพเดียวสามารถถูกนำกลับมาขยายความได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อถูกแชร์ผ่านเพจหรือบัญชีโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนตัดสินใจเชื่อหรือส่งต่อข้อความที่อาจสร้างความเข้าใจผิด

สุชาติยืนยันไม่เกี่ยวข้อง ยันต์ปราบด่าน พร้อมชี้แจงที่มาของสติกเกอร์

สุชาติเล่าว่า ภาพรถบรรทุกคันดังกล่าวเคยถูกนำไปอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วในอดีต ขณะนั้นเจ้าตัวระบุว่าไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีผู้ใดนำชื่อและรูปภาพของตนเองไปติดไว้บนรถ จึงพยายามติดตามตรวจสอบจนพบว่าเจ้าของรถเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ตำบลบ้านเกิด โดยผู้ประกอบการนำภาพไปติดด้วยความชื่นชอบและศรัทธา ไม่ได้แจ้งหรือขออนุญาตจากสุชาติล่วงหน้า

ประเด็นสำคัญที่สุชาติย้ำคือ เขาไม่เคยผลิต แจกจ่าย หรือมอบสติกเกอร์ดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบการขนส่ง และไม่เคยอนุญาตให้ใครนำชื่อหรือภาพของตนไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ การปรากฏชื่อบุคคลบนรถจึงไม่ควรถูกตีความทันทีว่าเจ้าของภาพมีความเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจหรือการกระทำของเจ้าของรถ

อธิบายธุรกิจขนส่งและหน้าที่ของผู้รับจ้าง

ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งของผิดกฎหมาย สุชาติอธิบายว่า เจ้าของรถประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป ทั้งรถหัวลากและรถบรรทุกสิบล้อ โดยรับตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือไปส่งตามโรงงานหรือสถานประกอบการต่าง ๆ สินค้าในตู้ผ่านกระบวนการทางศุลกากรมาแล้ว ขณะที่ผู้รับจ้างขนส่งมีหน้าที่นำตู้ไปส่งตามจุดหมาย ไม่ได้มีอำนาจเปิดตู้เพื่อตรวจสอบสินค้าภายในด้วยตนเอง

สุชาติเปรียบเทียบว่า ลักษณะดังกล่าวคล้ายกับคนขับรถโดยสารที่ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้โดยสารแต่ละคนนำสิ่งของผิดกฎหมายขึ้นรถมาหรือไม่ การเปรียบเทียบนี้มีเป้าหมายเพื่ออธิบายขอบเขตหน้าที่ของผู้ให้บริการขนส่ง ไม่ได้หมายความว่าเป็นการแก้ตัวแทนเจ้าของรถ หรือเป็นการยกเว้นความรับผิดชอบหากพบการกระทำผิดตามกฎหมาย

ปฏิเสธชัดเจน ไม่ใช่สัญลักษณ์ผ่านด่าน

เมื่อถูกถามโดยตรงว่าสติกเกอร์ดังกล่าวเป็น “ยันต์ปราบด่าน” หรือไม่ สุชาติปฏิเสธทันที พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน เนื่องจากตนเองไม่ได้ทำธุรกิจขนส่งและไม่เคยอนุญาตให้นำภาพไปใช้เพื่อขอสิทธิพิเศษใด ๆ หากเจ้าหน้าที่พบรถบรรทุกที่ติดสติกเกอร์รูปของเขา ก็สามารถตรวจสอบได้ตามขั้นตอนปกติ โดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือให้สิทธิพิเศษแก่รถคันดังกล่าว

เจ้าตัวยังระบุด้วยว่า หากเป็นผู้ผลิตหรือแจกสติกเกอร์จริง ก็ควรสามารถตรวจสอบได้ว่าแจกให้รถคันใด ทะเบียนอะไร และใช้ในโอกาสใด แต่ข้อเท็จจริงคือไม่มีข้อมูลลักษณะดังกล่าว เพราะไม่เคยดำเนินการผลิตหรือแจกสติกเกอร์ให้กับรถบรรทุก

การนำภาพเก่ากลับมาเผยแพร่กับข้อสงสัยเรื่องดิสเครดิต

สุชาติมองว่า การนำภาพเก่ากลับมาเผยแพร่ในช่วงเวลานี้อาจมีมิติทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อภาพถูกนำไปประกอบข้อความกล่าวหาทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเขาหรือครอบครัวมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมาย เขาระบุว่าได้เข้าไปชี้แจงกับเพจต้นทางแล้ว และเพจดังกล่าวให้ความร่วมมือด้วยการนำคำอธิบายไปเผยแพร่เพิ่มเติม แต่ต่อมายังมีเพจอื่นนำเรื่องไปขยายความต่อ

เจ้าตัวตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดประเด็นที่เคยชี้แจงไปแล้วหลายปีก่อนจึงถูกหยิบยกกลับมาในช่วงที่กำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาสารพิษและบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการดำเนินการกับสิ่งปลูกสร้างที่มีปัญหาด้านกฎหมายในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งอาจกระทบผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท

สุชาติยังตั้งคำถามในเชิงเหตุผลว่า หากตนเองกล้าเข้าไปดำเนินการกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท เหตุใดจึงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับจ้างขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีค่าจ้างเพียงเที่ยวละประมาณ 5,000–10,000 บาท และยังต้องรับภาระต้นทุนน้ำมันอีกด้วย

ยืนยันเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากประเด็นสติกเกอร์แล้ว สุชาติเปิดเผยว่า การลงพื้นที่จัดการสิ่งปลูกสร้างที่มีปัญหาด้านกฎหมายในจังหวัดภูเก็ตทำให้ตนเองและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงถูกฟ้องร้อง แต่ยังยืนยันว่าจะไม่หวั่นไหว เพราะทราบตั้งแต่ต้นว่าการบังคับใช้กฎหมายอาจกระทบผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม

เขาระบุว่าอยู่ในแวดวงการเมืองมานานกว่า 20 ปี และเข้าใจว่าการทำงานในประเด็นที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องย่อมมีแรงกดดันตามมา อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดทำให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลมีชื่อเสียงหรือมีความสัมพันธ์กับใคร ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย พร้อมประกาศว่าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

สำหรับการดำเนินคดีต่อเพจหรือผู้เผยแพร่ภาพ สุชาติระบุว่ายังไม่มีแนวคิดแจ้งความในกรณีนี้ เพราะมองว่าประชาชนและสื่อมวลชนมีสิทธิตั้งคำถามและตรวจสอบนักการเมืองได้ แต่การตรวจสอบควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การบิดเบือนหรือใส่ร้ายจนทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย

  • ตรวจสอบวันที่และแหล่งที่มาของภาพก่อนแชร์
  • แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นหรือคำกล่าวหา
  • อย่าสรุปความเชื่อมโยงจากเพียงชื่อหรือรูปภาพที่ปรากฏบนสิ่งของ
  • ติดตามคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร ประเด็น สุชาติยืนยันไม่เกี่ยวข้อง ยันต์ปราบด่าน เป็นตัวอย่างชัดเจนของการที่ข้อมูลเก่าถูกนำกลับมาใช้ในบริบทใหม่ ยุคที่ข่าวสามารถแพร่กระจายได้ภายในไม่กี่นาที ผู้ใช้งานจึงควรเพิ่มความระมัดระวังและไม่ช่วยขยายข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ ขณะเดียวกัน นักการเมืองและผู้เผยแพร่ข่าวก็ควรให้ข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้อย่างเป็นธรรม

ท้ายที่สุด การตรวจสอบบุคคลสาธารณะเป็นสิทธิสำคัญของประชาชน แต่ควรทำด้วยข้อมูลที่รอบด้านและเคารพกระบวนการยุติธรรม หากพบประเด็นน่าสงสัย ควรตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลและรอหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มากกว่าตัดสินจากภาพไวรัลหรือข้อความที่ถูกแชร์ต่อกันเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ‘สุชาติ‘ ยืนยันไม่เกี่ยวข้อง ยันต์ปราบด่าน ชี้ถูกขุดเรื่องเก่าดิสเครดิตการเมือง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *