ปปง. กางเส้นทางยึดทรัพย์ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ชี้ปลายทางไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เตรียมเฉลี่ยคืนผู้บริจาค
ประเด็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดีกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริจาคและผู้ติดตามข่าวสังคมออนไลน์ หลังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบธุรกรรม รวมถึงแนวทางการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีรับบริจาค
สาระสำคัญของข่าวนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการอายัดบัญชีหรือการดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่แนวทางการคุ้มครองผู้เสียหาย หากกระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปจนศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สิน เงินหรือทรัพย์สินที่ตรวจพบอาจถูกนำมาเฉลี่ยคืนให้ผู้บริจาคที่ได้รับความเสียหาย แทนที่จะตกเป็นของแผ่นดินโดยอัตโนมัติ
ปปง. กางเส้นทางยึดทรัพย์ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ชี้ปลายทางไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เตรียมเฉลี่ยคืนผู้บริจาค
วิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวนทางการเงิน และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ระบุว่า ขณะนี้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินบางส่วนไว้เป็นการชั่วคราวแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดทำรายงานและสำนวนเกี่ยวกับทรัพย์สินส่งให้ ปปง. พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
ในช่วงระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่จะพิจารณาแยกแยะว่าทรัพย์สินรายการใดควรคืนให้ผู้มีสิทธิ์ ทรัพย์สินรายการใดควรเก็บไว้เป็นของกลาง และรายการใดอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดโดยตรง การพิจารณาดังกล่าวต้องอาศัยเอกสารทางการเงิน พยานหลักฐาน และความเชื่อมโยงของบุคคลหรือบัญชีที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด จึงไม่สามารถตัดสินจากยอดเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว
ตรวจสอบธุรกรรมกว่า 1.8 ล้านครั้ง
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของคดีนี้คือจำนวนธุรกรรมรับโอนและจ่ายออกที่มีมากกว่า 1.8 ล้านครั้ง พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องตรวจสอบรายการเดินบัญชี หรือ Statement แบบเชิงลึก เพื่อเปรียบเทียบเงินที่เข้ามา แหล่งที่มาของเงิน ผู้รับเงินปลายทาง และวัตถุประสงค์ในการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ปปง. จะพิจารณาข้อมูลจากรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือ STR เพื่อประเมินรูปแบบการเคลื่อนไหวของเงิน
การตรวจสอบลักษณะนี้คล้ายกับการต่อจิ๊กซอว์ทางการเงิน เจ้าหน้าที่ต้องดูทั้งจำนวนเงิน ความถี่ในการโอน เวลาในการทำรายการ และความสัมพันธ์ระหว่างบัญชี รวมถึงตรวจสอบว่าการใช้เงินสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหรือไม่ หากพบรูปแบบผิดปกติ อาจนำไปสู่การขยายผลถึงบัญชี บุคคล หรือทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้อง
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนพิจารณาว่าพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงข้อหาในชั้นสอบสวนยังไม่ใช่คำตัดสินว่าบุคคลใดมีความผิด ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานมาชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม
เหตุใดจึงมีการพูดถึงข้อหายักยอกทรัพย์
สำหรับข้อสังเกตเรื่องข้อหายักยอกทรัพย์ ปปง. อธิบายว่า ความผิดลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการโอนเงินเข้ามูลนิธิอย่างถูกต้องแล้ว แต่ผู้มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินกลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือเบียดบังเป็นประโยชน์ส่วนตัว แตกต่างจากกรณีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีโดยมีเจตนาหลอกลวง ซึ่งอาจพิจารณาในกรอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
ความแตกต่างระหว่างข้อหาจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่า เงินถูกนำเข้าสู่ระบบอย่างไร ใครเป็นผู้มีอำนาจจัดการ และมีการใช้เงินตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อผู้บริจาคหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ต้องตรวจสอบเป็นรายธุรกรรม ไม่ควรสรุปจากคลิปไลฟ์หรือข้อความบนโซเชียลมีเดียเพียงด้านเดียว
เหตุผลที่ ปปง. ยังไม่ออกคำสั่งยึดอายัดเองทั้งหมด
หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดเลขาธิการ ปปง. จึงยังไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายฟอกเงินเพื่อออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวด้วยตนเองทั้งหมด คำตอบคือ ปปง. ต้องรอพิจารณาความสมบูรณ์ของสำนวนคดีมูลฐานจากตำรวจเสียก่อน โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน รายการทรัพย์สิน และหลักฐานที่ยืนยันความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิด
หากพบว่ามีทรัพย์สินที่ตำรวจไม่มีอำนาจยึดหรืออายัด หรือมีเส้นทางการเงินที่จำเป็นต้องใช้มาตรการตามกฎหมายฟอกเงิน เลขาธิการ ปปง. จึงสามารถพิจารณาใช้อำนาจตามขั้นตอนที่กำหนดได้ ปัจจุบัน บก.ปอศ. ได้อายัดทรัพย์สินบางส่วนไว้แล้ว ปปง. จึงอยู่ระหว่างรอรายงานและรายการทรัพย์สินเพื่อเข้าสู่กระบวนการถัดไป
ผู้บริจาคต้องเตรียมตัวอย่างไร
หากคดีดำเนินไปจนศาลมีคำสั่งมาตรการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดีและบุคคลที่เกี่ยวข้องจะไม่ถูกนำส่งเป็นของแผ่นดินในทันที แต่มีแนวทางนำมาเฉลี่ยชดใช้คืนแก่ผู้บริจาคซึ่งถือเป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงประชาชน ปปง. จะออกประกาศคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย และเปิดให้ยื่นคำร้องผ่านระบบภายในกรอบเวลาที่กำหนด
- เก็บหลักฐานการโอนเงินหรือสลิปการบริจาคให้ครบถ้วน
- บันทึกวันเวลา จำนวนเงิน และบัญชีปลายทางที่โอน
- เก็บข้อความประชาสัมพันธ์หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการขอรับบริจาค
- ติดตามประกาศจาก ปปง. และหน่วยงานรัฐผ่านช่องทางทางการ
- ยื่นคำร้องภายใน 90 วัน หากมีการประกาศเปิดระบบรับคำร้อง
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์แม้จะสะดวก แต่ผู้บริจาคควรตรวจสอบชื่อบัญชี วัตถุประสงค์ของโครงการ และเอกสารของหน่วยงานก่อนโอนเงินทุกครั้ง ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้การระดมทุนทำได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนถูกส่งต่อได้ง่าย การตรวจสอบจากหลายแหล่งจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ
โดยสรุป ปปง. กางเส้นทางยึดทรัพย์ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ชี้ปลายทางไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เตรียมเฉลี่ยคืนผู้บริจาค เป็นประเด็นที่ผู้เสียหายควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสิทธิในการขอรับเงินคืนขึ้นอยู่กับเอกสารและการยื่นคำร้องตามกรอบเวลาของกฎหมาย ผู้บริจาคควรรวบรวมหลักฐานไว้ตั้งแต่ตอนนี้ และตรวจสอบข่าวสารจากหน่วยงานรัฐโดยตรง เพื่อไม่พลาดขั้นตอนสำคัญ
ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสังคมและเทคโนโลยี คดีนี้อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการบริจาคยุคดิจิทัล ทั้งในด้านความโปร่งใสขององค์กร การตรวจสอบเส้นทางเงิน และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนช่วยเหลือหรือโอนเงินทุกครั้ง ควรใช้เวลาตรวจสอบให้รอบคอบ เพราะความระมัดระวังเพียงไม่กี่นาทีอาจช่วยป้องกันความเสียหายจำนวนมากได้
ที่มา – ปปง. กางเส้นทางยึดทรัพย์ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ชี้ปลายทางไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เตรียมเฉลี่ยคืนผู้บริจาค
