ดัน ‘ข้าวสาร Sandbox’ ปลดล็อกโซนนิ่งสถานบันเทิง กทม. งัดมาตรฐานความปลอดภัย 17 ข้อ คุมเข้มผับบาร์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สกัดทุจริต

กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าแนวคิด ข้าวสาร Sandbox เพื่อทดลองจัดระเบียบพื้นที่ท่องเที่ยวและสถานบันเทิงบนถนนข้าวสารและถนนรามบุตรี โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลความปลอดภัย และการลดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ แนวทางนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และคนทั่วไป เพราะถนนข้าวสารถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลกของกรุงเทพฯ

การประชุมบูรณาการจัดขึ้นที่ห้องปารุสกวัน กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมีภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหาร กทม. กรมสรรพสามิต กรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล การหารือครั้งนี้มุ่งแก้ปัญหาข้อจำกัดจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตโซนนิ่งสถานบริการ ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2545

ข้าวสาร Sandbox ปลดล็อกโซนนิ่งสถานบันเทิงอย่างไร

กฎหมายเดิมกำหนดให้สถานบริการในกรุงเทพฯ เปิดดำเนินการได้เฉพาะบางพื้นที่ เช่น RCA พัฒน์พงษ์ และรัชดาภิเษก แต่บริบทของเมืองเปลี่ยนไปอย่างมาก กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีนักเดินทางจากทั่วโลก ขณะที่พื้นที่ข้าวสารและรามบุตรีเติบโตเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร บาร์ ดนตรีสด และกิจกรรมยามค่ำคืน การใช้กฎเกณฑ์แบบเดิมจึงอาจไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและรูปแบบการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

แนวคิด ข้าวสาร Sandbox จึงถูกวางให้เป็นพื้นที่นำร่องขนาดเล็ก เพื่อทดสอบว่าการผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการจะสามารถทำควบคู่กับการกำกับดูแลที่รัดกุมได้หรือไม่ โดยไม่ได้หมายความว่าสถานประกอบการทุกแห่งจะได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการยังต้องผ่านการตรวจสอบและปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านความปลอดภัย สาธารณสุข และกฎหมายอย่างเคร่งครัด

3 เป้าหมายหลักของพื้นที่นำร่อง

  • ด้านเศรษฐกิจ: ทบทวนข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิดปิด เพื่อช่วยให้ร้านอาหารและสถานประกอบการมีโอกาสรองรับนักท่องเที่ยวได้นานขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายและทำกิจกรรมมากที่สุด
  • ด้านความปลอดภัย: ตรวจสอบสถานบริการและสถานประกอบการคล้ายสถานบริการตามมาตรฐานความปลอดภัย 17 ข้อ ก่อนพิจารณาให้เข้าร่วมพื้นที่ Sandbox
  • ด้านกฎหมาย: ทำให้หลักเกณฑ์การอนุญาตมีความชัดเจน ลดการตีความที่แตกต่าง และลดช่องโหว่ในการเรียกรับผลประโยชน์หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ข้อมูลจากการสำรวจของ กทม. และกองบัญชาการตำรวจนครบาลระบุว่า บริเวณถนนข้าวสารและรามบุตรีมีสถานบริการและสถานที่คล้ายสถานบริการมากกว่า 30 แห่ง แต่มีเพียง 4 แห่งที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการจัดระเบียบจำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการขยายเวลาเปิดบริการเท่านั้น ร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการจะต้องปรับปรุงพื้นที่ ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย และการจัดการด้านสาธารณสุขให้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

มาตรฐานความปลอดภัยคือหัวใจของการทดลอง

กทม. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการทั่วกรุงเทพฯ มากกว่า 1,000 แห่ง ตามมาตรฐานความปลอดภัย 17 ข้อ การตรวจลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจกลางคืนเกี่ยวข้องกับผู้ใช้บริการจำนวนมาก และมีความเสี่ยงด้านอัคคีภัย ความแออัด การทะเลาะวิวาท รวมถึงอุบัติเหตุจากการเดินทาง หากพื้นที่นำร่องสามารถกำหนดทางเข้าออกได้ชัดเจน มีระบบควบคุมจำนวนคน มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชนโดยรอบ

อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และช่วงเวลาให้บริการ ปัจจุบันร้านจำนวนมากไม่สามารถเปิดเกินเวลา 24.00 น. ได้ ทำให้เกิดคำถามว่ากฎดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวหรือไม่ ที่ประชุมจึงมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท. หารือร่วมกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาการขยายเวลาเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่นำร่อง โดยจะติดตามความคืบหน้าอีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์

ในมุมของผู้ประกอบการ โครงการนี้อาจช่วยให้ธุรกิจมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะการมีเกณฑ์เดียวกันจะทำให้วางแผนลงทุน ปรับปรุงร้าน และบริหารต้นทุนได้ง่ายกว่าเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องสื่อสารรายละเอียดอย่างโปร่งใส เปิดเผยขั้นตอนการขออนุญาต และมีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้ เพื่อป้องกันไม่ให้การผ่อนคลายกฎกลายเป็นการเปิดช่องให้บางรายได้รับสิทธิพิเศษ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ความสำเร็จของ ข้าวสาร Sandbox ไม่ควรวัดจากจำนวนร้านที่เปิดดึกขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากความปลอดภัย คุณภาพการบริการ ความสะอาด การลดเสียงรบกวน และการอยู่ร่วมกับชุมชน หากทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง พื้นที่นำร่องนี้อาจกลายเป็นต้นแบบการจัดการย่านบันเทิงในเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ของไทยได้

โดยส่วนตัวแล้ว แนวทางนี้มีโอกาสสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย แต่ควรเดินหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้ข้อมูลจริงประเมินผล และยึดความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขหลัก ผู้ประกอบการควรเตรียมเอกสารและปรับปรุงสถานที่ให้พร้อม ส่วนประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐและร่วมสะท้อนปัญหา เพื่อให้ ข้าวสาร Sandbox เป็นการปลดล็อกที่ช่วยทั้งธุรกิจ นักท่องเที่ยว และคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ที่มา – ดัน ‘ข้าวสาร Sandbox’ ปลดล็อกโซนนิ่งสถานบันเทิง กทม. งัดมาตรฐานความปลอดภัย 17 ข้อ คุมเข้มผับบาร์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สกัดทุจริต

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *