ชัชชาติอนุมัติงบ 1.1 พันล้านเยียวยาน้ำท่วม กทม.
กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมครั้งใหญ่ โดย ชัชชาติอนุมัติงบ 1.1 พันล้านเยียวยาน้ำท่วม ผ่านการเสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมต่อสภากรุงเทพมหานคร วงเงินดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงฟื้นฟูบ้านเรือนและทรัพย์สินให้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด
การประชุมสภากรุงเทพมหานครจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง โดยมีประธานสภากรุงเทพมหานครทำหน้าที่ประธานการประชุม ขณะที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 1,139,273,100 บาท
ชัชชาติอนุมัติงบ 1.1 พันล้านเยียวยาน้ำท่วม เพื่อฟื้นฟูประชาชน
งบประมาณนี้เป็นรายจ่ายพิเศษจากเงินสะสมจ่ายขาดของกรุงเทพมหานคร มีที่มาจากความจำเป็นเร่งด่วนหลังฝนตกหนักต่อเนื่องเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 จนเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความเสียหายทั้งด้านที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาชีพ และทรัพย์สินจำเป็นในชีวิตประจำวัน
แม้กรุงเทพมหานครจะตั้งเป้าจัดสรรงบสำหรับภารกิจเยียวยาและฟื้นฟูรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท แต่การเสนอวงเงินกว่า 1.1 พันล้านบาทถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานสามารถเริ่มดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ประเด็นที่ประชาชนจับตาไม่ใช่เพียงวงเงินรวม แต่ยังรวมถึงความรวดเร็ว ความโปร่งใส และความเป็นธรรมในการจ่ายเงินช่วยเหลือด้วย
ส.ก. เสนอแก้เกณฑ์ประเมินค่าซ่อมแซม
สมาชิกสภากรุงเทพมหานครหลายคนอภิปรายถึงปัญหาเกณฑ์ประเมินค่าซ่อมแซมบ้านที่ยังไม่สอดคล้องกับราคาวัสดุและค่าแรงในตลาดปัจจุบัน ราคาประเมินที่ต่ำเกินไปอาจทำให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินไม่เพียงพอสำหรับจ้างช่างหรือซื้อวัสดุจริง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนก่อสร้างและค่าแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือการปรับรูปแบบการประเมินเป็นระบบ SML หรือการแบ่งระดับความเสียหายเป็นขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ แทนการคำนวณอย่างละเอียดตามพื้นที่ตารางเมตรทุกจุด วิธีนี้อาจช่วยลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่เขต ทำให้การสำรวจเป็นมาตรฐานเดียวกัน และช่วยให้ประชาชนได้รับเงินเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรมีหลักฐานประกอบและช่องทางอุทธรณ์สำหรับกรณีที่ผู้ประสบภัยเห็นว่าความเสียหายของตนถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง
ปัญหาสิทธิของผู้เช่าที่ยังต้องเร่งแก้ไข
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือความซับซ้อนในการจ่ายเงินช่วยเหลือระหว่างผู้เช่าและเจ้าของบ้าน กรณีบ้านเช่าบางแห่งไม่ได้แจ้งข้อมูลหรือไม่ได้ดำเนินการด้านภาษีอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดการแย่งสิทธิ หรือทำให้ผู้เช่าที่ได้รับความเสียหายจริงไม่สามารถเข้าถึงเงินเยียวยาได้
ในมุมของประชาชน ผู้เช่าหลายคนอาจไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้าน แต่มีทรัพย์สิน เครื่องมือทำมาหากิน และของใช้จำเป็นอยู่ภายในที่พัก ดังนั้น หลักเกณฑ์ช่วยเหลือควรพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ควรยึดเพียงสถานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น กรุงเทพมหานครอาจต้องพัฒนาระบบยืนยันตัวตนและหลักฐานความเสียหายที่ยืดหยุ่น เช่น สัญญาเช่า ใบเสร็จ ภาพถ่าย หรือการรับรองจากชุมชน
เงินสะสม กทม. กับโจทย์ความมั่นคงทางการเงิน
การใช้เงินสะสมจ่ายขาดช่วยให้กรุงเทพมหานครสามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้ทันที แต่ก็ทำให้เกิดคำถามเรื่องความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว สมาชิกสภากรุงเทพมหานครบางส่วนแสดงความกังวลว่า หากนำเงินสะสมมาใช้บ่อยครั้งโดยไม่มีการชดเชยกลับคืน อาจทำให้เมืองมีงบประมาณสำรองลดลงเมื่อต้องรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหม่
ชัชชาติชี้แจงว่า งบกลางกรณีฉุกเฉินของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมมีประมาณ 400 ล้านบาท ถูกใช้ไปแล้ว 372 ล้านบาท แบ่งเป็นการจัดทำถุงยังชีพ 162 ล้านบาท และการสมทบรัฐบาล 210 ล้านบาท จึงเหลืองบประมาณเพียง 28 ล้านบาท การขอใช้เงินสะสมจึงเป็นทางเลือกที่จำเป็น เพื่อให้กรุงเทพมหานครยังสามารถดูแลภารกิจอื่นของเมืองได้อย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขการช่วยเหลือและแผนรับมืออนาคต
ข้อมูล ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ระบุว่า กรุงเทพมหานครได้รับงบประมาณช่วยเหลือรวม 3,768.085 ล้านบาท ครอบคลุม 518,039 ครัวเรือน และสามารถจ่ายเงินช่วยเหลือสำเร็จแล้วร้อยละ 95.25 ขณะที่ยังมีอีก 23,346 ครัวเรือนที่อยู่ระหว่างรอรับเงิน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการดำเนินงานมีความคืบหน้าค่อนข้างมาก แต่กลุ่มที่ยังรอความช่วยเหลือก็ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย และครอบครัวที่สูญเสียเครื่องมือประกอบอาชีพ
ในระยะยาว กรุงเทพมหานครมีแผนพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์น้ำท่วมระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับระบบแจ้งเตือนและช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำ คูคลอง สถานีสูบน้ำ และพื้นที่รับน้ำให้ทำงานเชื่อมโยงกันมากกว่าเดิม
โดยสรุป ชัชชาติอนุมัติงบ 1.1 พันล้านเยียวยาน้ำท่วม เป็นมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเกณฑ์ประเมินมีความเป็นธรรม จ่ายเงินได้รวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบได้ ความเห็นส่วนตัวคือ กทม. ควรใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างฐานข้อมูลความเสี่ยงรายชุมชน พร้อมวางกองทุนภัยพิบัติที่มีเงินสำรองเพียงพอ เพราะการป้องกันล่วงหน้าย่อมคุ้มค่ากว่าการรอแก้ปัญหาหลังน้ำลด ประชาชนควรติดตามประกาศจากสำนักงานเขตและเตรียมเอกสารความเสียหายให้ครบ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองในการรับความช่วยเหลือ
