คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน: ปรับงานจราจรเพื่อความยุติธรรม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปรับแนวทางการทำงานครั้งใหญ่ หลัง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประกาศนโยบายบริหารราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมการทำงานของตำรวจทั้งระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนกลับมาไว้วางใจองค์กรบังคับใช้กฎหมายอีกครั้ง

แนวคิดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน” เพราะสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในหน่วยงานรัฐ นั่นคือเจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องใช้เวลาไปกับการประชุมและขั้นตอนภายในซ้ำซ้อน จนมีเวลาลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนน้อยลง การปรับระบบครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการลดจำนวนประชุม แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญใหม่ให้ภารกิจประชาชนมาก่อนงานเอกสาร

คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน ด้วยการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

ในช่วง 30 วันแรก ผบ.ตร. กำหนดแนวทางทำงานที่เน้นผลลัพธ์อย่างชัดเจน เรื่องใดใช้ทรัพยากรไม่มากแต่สร้างประโยชน์ได้สูงควรเร่งดำเนินการทันที ส่วนงานที่ทำต่อเนื่องแต่ไม่ก่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมก็ควรทบทวนหรือยกเลิก แนวคิดนี้ช่วยให้ตำรวจสามารถนำเวลาและกำลังคนไปใช้กับภารกิจที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการลดการประชุมที่ซ้ำซ้อน จากเดิมที่อาจมีการประชุมต่อเนื่องหลายระดับรวมถึง 19 ครั้ง ให้เหลือการประชุมระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้องเพียงครั้งเดียว เมื่อผู้บังคับการและผู้กำกับการไม่ต้องเสียเวลาอยู่ในห้องประชุมมากเกินไป ก็จะสามารถลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยง จุดสุ่มเสี่ยง และจุดบริการประชาชนได้อย่างจริงจังมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังเชื่อมโยงกับการบริหารผู้ใต้บังคับบัญชา 3 ด้าน ได้แก่ การดูแลสวัสดิการ การสอนมาตรฐานการทำงาน และการลงโทษทางวินัยตั้งแต่เริ่มพบความผิด หากปล่อยให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและทำให้ประชาชนรู้สึกว่าระบบไม่จริงจังกับความรับผิดชอบ

ปรับด่านจราจรให้โปร่งใสและเป็นมิตรกับประชาชน

อีกประเด็นที่ประชาชนติดตามคือการตั้งด่านตรวจและการบังคับใช้กฎหมายจราจร ผบ.ตร. กำชับให้ตำรวจจราจรแสดงความจริงใจต่อประชาชนมากขึ้น โดยยกเลิกการสวมหมวกโม่งหรือสิ่งปิดบังใบหน้า หากจำเป็นต้องป้องกันมลพิษ ให้ใช้หน้ากากอนามัยสีขาวแทน เพื่อให้ประชาชนสามารถมองเห็นและระบุเจ้าหน้าที่ได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หากสภาพอากาศร้อนจัดจนเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ ก็สามารถพิจารณางดตั้งด่านชั่วคราวได้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายควรคำนึงถึงความปลอดภัยและความเหมาะสม ไม่ใช่มุ่งตั้งด่านให้ได้จำนวนมากโดยไม่สนใจบริบทของพื้นที่

การทำงานของด่านจราจรควรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถใช้ถนน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ควรใช้การว่ากล่าวตักเตือนเป็นหลักในกรณีที่ไม่ร้ายแรง หากจำเป็นต้องออกใบสั่งหรือปรับ ก็ควรพิจารณาโทษแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร

ทุกจุดตรวจควรตอบคำถามสังคมได้อย่างชัดเจนว่าตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด มีผู้ควบคุมรับผิดชอบเป็นใคร และมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติอย่างไร ความชัดเจนเหล่านี้จะช่วยลดข้อสงสัยเรื่องการเลือกปฏิบัติ และทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด่านตรวจมีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อสร้างภาระหรือแสวงหาผลประโยชน์

ความปลอดภัยต้องเริ่มตั้งแต่บ้านถึงพื้นที่สาธารณะ

นโยบายด้านความปลอดภัยของตำรวจถูกวางไว้ 3 ระดับ ระดับแรกคือพื้นที่ปฐมภูมิ เช่น บ้านเรือนและชุมชน เมื่อประชาชนแจ้งเหตุ ตำรวจต้องเดินทางไปถึงให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน หากไม่มีเหตุฉุกเฉิน ก็ควรมีการสุ่มตรวจเยี่ยมเยียนเพื่อสร้างความคุ้นเคยและป้องกันเหตุร้ายตั้งแต่ต้น

ระดับที่สองคือพื้นที่ทุติยภูมิ เช่น ห้างสรรพสินค้า หมู่บ้านจัดสรร และสถานที่เอกชนต่าง ๆ ตำรวจจะต้องทำงานร่วมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยหรือ รปภ. ซึ่งมีอยู่กว่า 350,000 นายทั่วประเทศ ให้เข้ามาเป็นเครือข่ายช่วยสอดส่องและแจ้งเบาะแส การประสานงานที่ดีจะทำให้การดูแลพื้นที่ครอบคลุมมากกว่าการพึ่งพาตำรวจเพียงฝ่ายเดียว

ระดับที่สามคือพื้นที่ตติยภูมิ หรือพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เช่น ถนน สถานีขนส่ง สวนสาธารณะ และแหล่งท่องเที่ยว ภารกิจส่วนนี้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของตำรวจที่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยตั้งแต่ออกจากบ้านจนเดินทางกลับถึงที่พัก

สั่งคดีให้ถูกต้อง ไม่ใช่สั่งฟ้องทุกคดี

สำหรับงานสอบสวน ผบ.ตร. ย้ำหลักการสำคัญว่า เป้าหมายไม่ใช่การสั่งฟ้องให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องสั่งคดีให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง 100 เปอร์เซ็นต์ หลักคิดนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะผู้เสียหายควรได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้ต้องหาก็ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและไม่ถูกดำเนินคดีจากข้อมูลที่ไม่เพียงพอ

การตัดสินใจของพนักงานสอบสวนจึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่รอบด้าน การตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นกลาง และการแยกความคิดเห็นส่วนตัวออกจากข้อเท็จจริง หากระบบสอบสวนทำงานอย่างมีมาตรฐาน ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเพิ่มขึ้น และช่วยลดข้อครหาว่ากระบวนการยุติธรรมมุ่งลงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ

ในส่วนงานสืบสวน ตำรวจจะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล กล้องวงจรปิด ฐานข้อมูลอาชญากรรม หรือเครื่องมือดิจิทัลอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีควรดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและการตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่สร้างปัญหาใหม่

5 ภารกิจเร่งด่วนที่ตำรวจต้องเดินหน้า

กรอบการทำงานหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการปราบปรามภัยคุกคามเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะแหล่งอบายมุข บ่อนการพนัน การค้ามนุษย์ ยาเสพติด กลุ่มทุนนอมินี แก๊งสแกมเมอร์ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หากพื้นที่ใดปล่อยปละละเลย ผู้บังคับการและผู้กำกับการในพื้นที่อาจถูกสั่งย้ายอย่างเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง

  • ปราบปรามแหล่งอบายมุขและบ่อนการพนันอย่างจริงจัง
  • เร่งแก้ปัญหายาเสพติดที่ส่งผลต่อครอบครัวและชุมชน
  • ดำเนินคดีกับกลุ่มทุนนอมินีและธุรกิจที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • ติดตามแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์
  • ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

โดยสรุป แนวคิด “คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน” จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ตั้งแต่การลดงานซ้ำซ้อน การทำด่านจราจรอย่างโปร่งใส การสอบสวนตามข้อเท็จจริง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ประชาชนควรติดตามผลการดำเนินงานและสะท้อนปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพราะเสียงจากพื้นที่จะช่วยให้การปฏิรูปไม่หยุดอยู่เพียงนโยบายบนกระดาษ หากตำรวจสามารถทำให้ประชาชนเห็นผลจริงในชีวิตประจำวัน ความเชื่อมั่นต่อองค์กรก็มีโอกาสกลับคืนมาอย่างยั่งยืน

ที่มา – “คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน” ผบ.ตร. ปรับใหญ่ด่านจราจร ย้ำสั่งคดีต้องถูกต้อง 100% ไม่ใช่สั่งฟ้อง 100%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *