การต่างประเทศไทยยุค ‘คนเมาใต้โคมไฟ’ เมื่อลู่ตามลม แต่ยังหาคำตอบผิดที่
ถ้าจะให้สรุปสถานการณ์โลกในวันนี้ หลายคนคงเห็นตรงกันว่ามีความผันผวนสูงมาก แต่ในมุมของการเมืองระหว่างประเทศ เรื่องที่น่าสนใจคือทิศทางของบ้านเรานี่แหละครับ มีการตั้งคำถามที่น่าสนใจจากงานเสวนาของสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS Thailand) ว่านโยบายของเราในตอนนี้กำลังอยู่ในสถานะที่เรียกว่า การต่างประเทศไทยยุค ‘คนเมาใต้โคมไฟ’ เมื่อลู่ตามลม แต่ยังหาคำตอบผิดที่ หรือไม่?
การต่างประเทศไทยยุค ‘คนเมาใต้โคมไฟ’ เมื่อลู่ตามลม แต่ยังหาคำตอบผิดที่: ปัญหาที่รอการแก้ไข
ประโยคเปรียบเปรยของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ที่บอกว่าเราเหมือนคนเมาตามของหายใต้โคมไฟ เพราะมันสว่างและหาง่าย ทั้งที่ความจริงของอาจจะหายอยู่ในที่มืดนั้น สะท้อนภาพการทำงานของรัฐบาลได้ชัดเจนมากครับ เรามักจะเลือกทำสิ่งที่ “คุ้นเคย” หรือ “ทำง่าย” มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน เรามักได้ยินคำว่าไม่เลือกข้าง หรือการเป็นกลางที่ดูเหมือนจะลอยตัวไปเรื่อยๆ แต่ในโลกที่มหาอำนาจแข่งกันดุเดือด ความเงียบหรือการไม่มีตัวตนอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ไทยเสียเปรียบในระยะยาวได้
สัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ-จีน: ดีแล้วได้อะไร?
ในมุมของ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ การที่เราบอกว่าความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และจีนนั้น “ดี” อาจจะไม่เพียงพอครับ เพราะในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ เราต้องถามว่าความสัมพันธ์นั้นสร้างอำนาจต่อรองได้จริงไหม? ยกตัวอย่างเช่น เวียดนามหรือมาเลเซียที่ดึงห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงไปได้ ในขณะที่ไทยยังวนเวียนอยู่กับโมเดลเดิมๆ หากเรายังรักษาสมดุลแบบไม่มีเป้าหมายชัดเจน พื้นที่ยืนของเราก็จะยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ในประเด็นของ EU หรือญี่ปุ่น เราเห็นเทรนด์ที่ชัดเจนว่าโลกกำลังขยับจากการเน้นแค่การค้าไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น ญี่ปุ่นเองก็มองหาพาร์ทเนอร์ที่พร้อมจะโตไปกับยุทธศาสตร์ใหม่ๆ หากไทยยังคงยึดติดกับวิธีการเดิมๆ โดยไม่ปรับตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับสูง เราก็อาจจะหลุดออกจากเรดาร์ของประเทศมหาอำนาจไปอย่างน่าเสียดาย
ก้าวต่อไปกับการปรับยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
คำถามสำคัญคือ การต่างประเทศไทยยุค ‘คนเมาใต้โคมไฟ’ เมื่อลู่ตามลม แต่ยังหาคำตอบผิดที่ จะเปลี่ยนทิศทางได้อย่างไร? ผมมองว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลิกใช้ความคลุมเครือมาเป็นเกราะกำบัง และหันมาสร้างความชัดเจนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Clarity) ว่าไทยจะเล่นบทบาทไหนในภูมิภาค เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างแบบสุดโต่ง แต่ต้องรู้ว่าเราจะใช้ความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายมาสร้างความมั่งคั่งและเทคโนโลยีให้กับคนไทยได้อย่างไร
สรุปแล้ว การต่างประเทศยุคใหม่ไม่ใช่แค่การรับแขกหรือทำข้อตกลงผ่านๆ ไป แต่มันคือการวางตำแหน่งประเทศให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใครก็ขาดไม่ได้ หากเรากล้าที่จะเปลี่ยนจากการเป็น “คนเมาใต้โคมไฟ” มาเป็นการวางแผนเชิงรุกที่มองเห็นปัญหาจริงในที่มืดได้เมื่อไหร่ นั่นแหละครับคือโอกาสที่แท้จริงของประเทศไทย
ที่มา – การต่างประเทศไทยยุค ‘คนเมาใต้โคมไฟ’ เมื่อลู่ตามลม แต่ยังหาคำตอบผิดที่
