4 ช่องโหว่กฎหมาย ที่เปิดทางให้ ‘Data Center’ ผุดกลางเมือง

ในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไม่แปลกเลยครับที่ศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่รู้ไหมครับว่า การขยายตัวของเทคโนโลยีเหล่านี้ในกรุงเทพมหานคร กำลังสร้างความกังวลใจให้กับคนในชุมชนอย่างมาก โดยเฉพาะในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นอย่างพระราม 9 และรามคำแหง ที่จู่ๆ ก็มีอาคารขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาใกล้บ้านเราโดยไม่ทันตั้งตัว แล้วทำไมจู่ๆ ถึงสร้างได้ง่ายขนาดนั้น? วันนี้เราจะมาเจาะลึก 4 ช่องโหว่กฎหมาย ที่เปิดทางให้ ‘Data Center’ ผุดกลางเมือง กันครับ

4 ช่องโหว่กฎหมาย ที่เปิดทางให้ ‘Data Center’ ผุดกลางเมือง

ปัญหาสำคัญที่ทำให้ Data Center กระจายตัวอยู่กลางเมืองหลวง ไม่ใช่เรื่องของความจำเป็นทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ ‘ช่องว่างทางกฎหมาย’ ที่ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จนทำให้ประชาชนอย่างเราเสียเปรียบ โดยมีประเด็นหลักๆ ดังนี้ครับ:

1. สุญญากาศของคำนิยาม

ปัจจุบันกฎหมายควบคุมอาคารของไทยยังไม่มีนิยามชัดเจนสำหรับ Data Center ครับ ทำให้ผู้ประกอบการเลี่ยงไปจดทะเบียนขออนุญาตก่อสร้างเป็น ‘คลังสินค้า’ หรือ ‘ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์’ แทน ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาการจัดโซนนิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

2. ผังเมืองรวมเปิดช่องโหว่

เมื่ออาคารถูกตีความว่าเป็นเพียงคลังสินค้า กฎหมายผังเมืองจึงอนุญาตให้สร้างในพื้นที่สีน้ำตาล (ย.9) หรือโซนที่อยู่อาศัยหนาแน่นได้ หากที่ดินนั้นติดถนนสาธารณะกว้าง 30 เมตรขึ้นไป ซึ่งทำให้เราเห็นอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานมหาศาลตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนประชาชนได้อย่างง่ายดาย

3. ข้อยกเว้นการทำ EIA

การถูกจัดเป็นคลังสินค้าทำให้โครงการเหล่านี้ไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นไม่เคยรู้เลยว่า โครงการนี้จะใช้ไฟเท่าไหร่ ใช้น้ำมากแค่ไหน หรือจะคายความร้อนออกมาอย่างไรเมื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง

4. การหลบเลี่ยงเพดานน้ำมันสำรอง

นี่คือเรื่องที่น่าห่วงที่สุดครับ คือเรื่องความปลอดภัยจากการสต็อกน้ำมันดีเซลเพื่อใช้ปั่นไฟสำรอง กฎหมายระบุว่าถ้าเก็บเกิน 500,000 ลิตรต้องมีมาตรการคุมเข้มและทำ EIA ผู้ประกอบการจึงเลี่ยงโดยการออกแบบถังเก็บให้มีความจุอยู่ที่ 400,000 – 490,000 ลิตร เพื่อให้รอดพ้นจากเกณฑ์ตรวจสอบนี้ไปอย่างหวุดหวิด

ทางออกและการปรับตัวที่ควรจะเป็น

เราไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีไม่สำคัญ แต่การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ ภาครัฐควรเร่งจัดการเรื่องนี้ด่วน ไม่ว่าจะเป็นการให้นิยาม Data Center ให้ชัดเจน, การบังคับให้ทำ EIA, การจัดทำ Zoning เฉพาะพื้นที่สีม่วง หรือการให้หน่วยงานอย่างกรมธุรกิจพลังงานเข้ามาตรวจสอบแผนเผชิญเหตุอัคคีภัยอย่างใกล้ชิด

หากเราต้องการเห็นเมืองที่เป็นมิตรต่อทั้งนวัตกรรมและคนในพื้นที่ การปรับแก้กฎหมายให้รัดกุมคือทางออกเดียวที่ยั่งยืนที่สุดครับ อย่าให้การเติบโตของโลกดิจิทัลกลายเป็นฝันร้ายของคนกรุงเลยครับ เพราะคุณภาพชีวิตของพวกเราก็สำคัญไม่แพ้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ที่มา – 4 ช่องโหว่กฎหมาย ที่เปิดทางให้ ‘Data Center’ ผุดกลางเมือง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *