Waymo เตรียมส่งโรโบแท็กซี่ 20,000 คันภายในปี 2027
วงการรถยนต์ไร้คนขับกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังมีรายงานว่า Waymo บริษัทในเครือ Alphabet วางแผนเพิ่มจำนวนโรโบแท็กซี่อย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าให้มีรถให้บริการมากถึง 20,000 คันภายในสิ้นปี 2027 แผนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริการเรียกรถไร้คนขับไม่ได้เป็นเพียงโครงการทดลองอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ธุรกิจขนส่งเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
Waymo เตรียมส่งโรโบแท็กซี่ 20,000 คันภายในปี 2027
รายงานจาก Semafor ซึ่งอ้างข้อมูลจากผู้ที่คุ้นเคยกับแผนงาน ระบุว่า Waymo ต้องการขยายกองรถจากประมาณ 4,000 คันในปัจจุบันเป็น 20,000 คันภายในสิ้นปี 2027 หรือเพิ่มขึ้นประมาณห้าเท่าในเวลาไม่ถึงสองปี นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าว่าจะมีกองรถประมาณ 8,000 คันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งหมายถึงการเพิ่มจำนวนรถเป็นสองเท่าในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
เป้าหมายของ Waymo เกิดขึ้นไม่นานหลังบริษัทประกาศได้รับเงินกู้มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการระดมทุนด้วยหนี้ครั้งแรกของบริษัท และเป็นเงินทุนก้อนสำคัญสำหรับเร่งการขยายธุรกิจ บริษัทมองว่าการจัดหาเงินทุนครั้งนี้จะช่วยผลักดัน Waymo จากธุรกิจเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติไปสู่ผู้ให้บริการเดินทางที่สามารถขยายตัวได้ในระดับใหญ่
เหตุผลที่ Waymo เร่งขยายกองรถ
ก่อนหน้านี้ Waymo ยังได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนอีกประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เงินจำนวนดังกล่าวช่วยเพิ่มความพร้อมให้บริษัทเดินหน้าขยายบริการเรียกรถไร้คนขับทั้งในสหรัฐอเมริกาและตลาดต่างประเทศ การมีเงินทุนเพียงพอจะช่วยให้ Waymo ซื้อรถ ติดตั้งระบบเซนเซอร์ สร้างศูนย์ปฏิบัติการ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดูแลรถจำนวนมากได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน Waymo ให้บริการในเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ รวม 15 แห่ง เช่น แอตแลนตา ลอสแอนเจลิส ไมอามี และบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทยังเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปเรียกบริการในซานอันโตนิโอ ซานดิเอโก และแทมปาได้มากขึ้น การขยายพื้นที่ให้บริการเหล่านี้ทำให้ความต้องการรถเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเป็นแรงผลักดันให้บริษัทต้องเร่งจัดหารถรุ่นใหม่
นอกจากตลาดในสหรัฐฯ แล้ว Waymo ยังประกาศแผนเข้าไปให้บริการในลอนดอนและโตเกียว รวมถึงกรุงมาดริดของสเปน โดยคาดว่าจะเริ่มให้บริการในมาดริดภายในปี 2027 การเดินหน้าสู่เมืองใหญ่ทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า Waymo ต้องการสร้างเครือข่ายโรโบแท็กซี่ที่ครอบคลุมหลายภูมิภาค ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะเมืองที่เคยใช้ทดสอบเทคโนโลยีเท่านั้น
รถ Ojai รุ่นใหม่จะเป็นกำลังหลักของการเติบโต
ส่วนสำคัญของแผนขยายกองรถคือการนำรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนเข้ามาใช้งานหลายพันคัน โดยข้อมูลจาก MoffettNathanson ระบุว่า Waymo อาจนำเข้ารถ Ojai ประมาณ 5,100 คันภายในสิ้นปีนี้ รถรุ่นดังกล่าวเป็นโรโบแท็กซี่เจเนอเรชันใหม่ที่สร้างบนพื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้าจาก Zeekr แบรนด์รถยนต์ของจีนภายใต้กลุ่ม Geely
รถ Ojai ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติรุ่นที่หกของ Waymo ซึ่งบริษัทระบุว่าได้รับการออกแบบให้ใช้ชิ้นส่วนจำนวนน้อยลงและมีต้นทุนต่ำกว่าระบบรุ่นก่อน ระบบใหม่นี้ยังมุ่งรองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถนนในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือเส้นทางที่มีรูปแบบซับซ้อน
ก่อนหน้านี้ กองรถของ Waymo ส่วนใหญ่ใช้ Jaguar I-Pace รถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติรุ่นที่ห้า อย่างไรก็ตาม Jaguar ยุติการผลิต I-Pace ในปี 2024 และ Waymo ได้รับรถล็อตสุดท้ายไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มรถรุ่นใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
- เป้าหมายกองรถ: เพิ่มจากประมาณ 4,000 คันเป็น 20,000 คันภายในสิ้นปี 2027
- เป้าหมายระยะสั้น: มีกองรถประมาณ 8,000 คันภายในสิ้นปีนี้
- รถรุ่นใหม่: Ojai บนพื้นฐานรถยนต์ไฟฟ้า Zeekr
- ระบบอัตโนมัติ: เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติรุ่นที่หกของ Waymo
- พื้นที่ให้บริการ: เมืองใหญ่ในสหรัฐฯ รวมถึงแผนขยายสู่ลอนดอน โตเกียว และมาดริด
ความท้าทายจากภาษีและข้อจำกัดด้านความมั่นคง
การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเข้าสู่สหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ขณะเดียวกัน หน่วยงานของสหรัฐฯ ยังเพิ่มข้อจำกัดต่อเทคโนโลยีรถยนต์ที่เชื่อมโยงกับจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะระบบซอฟต์แวร์ การเชื่อมต่อข้อมูล และอุปกรณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
อย่างไรก็ตาม Waymo พยายามรับมือกับกฎเหล่านี้ด้วยการนำเข้ารถ Zeekr ในรูปแบบที่ไม่มีระบบขับขี่อัตโนมัติหรือซอฟต์แวร์เชื่อมต่อที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัด จากนั้นบริษัทจะติดตั้งเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติที่พัฒนาในสหรัฐฯ ที่โรงงานในเมืองเมซา รัฐแอริโซนา แนวทางนี้ช่วยให้ Waymo แยกส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าออกจากระบบอัจฉริยะที่เป็นหัวใจของบริการ
แม้จะมีต้นทุนภาษีสูงและถูกจับตามองจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ตัวเลขทางธุรกิจดูเหมือนจะยังคุ้มค่าสำหรับ Waymo การใช้รถไฟฟ้าที่มีต้นทุนเหมาะสมและออกแบบมาเพื่อรองรับระบบไร้คนขับโดยเฉพาะ อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อการให้บริการในระยะยาวได้ หากบริษัทสามารถเพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งและจำนวนผู้โดยสารต่อคันได้อย่างต่อเนื่อง ต้นทุนเริ่มต้นที่สูงก็อาจถูกชดเชยด้วยรายได้จากบริการเรียกรถ
ผลกระทบต่ออนาคตของบริการเรียกรถ
หากแผนของ Waymo ประสบความสำเร็จ การมีรถไร้คนขับ 20,000 คันบนท้องถนนจะเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารในหลายเมือง ผู้ใช้บริการอาจเรียกรถได้เร็วขึ้น มีตัวเลือกการเดินทางตลอด 24 ชั่วโมง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนขับในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ายังช่วยลดการปล่อยมลพิษจากการเดินทางเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป
อย่างไรก็ดี การขยายตัวครั้งใหญ่ต้องมาพร้อมกับการทดสอบความปลอดภัยที่เข้มงวด การดูแลระบบจากระยะไกล และการสื่อสารกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างโปร่งใส Waymo จะต้องพิสูจน์ว่าระบบสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน รวมถึงต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสาร คนเดินเท้า และผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ
โดยสรุป แผนที่ว่า Waymo เตรียมส่งโรโบแท็กซี่ 20,000 คันภายในปี 2027 ถือเป็นสัญญาณว่าตลาดรถยนต์ไร้คนขับกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคใช้งานจริงในวงกว้าง การลงทุนก้อนใหญ่ รถ Ojai รุ่นใหม่ และการขยายไปยังเมืองต่างประเทศอาจทำให้ Waymo กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของธุรกิจเดินทางอัตโนมัติ ผู้บริโภคควรติดตามทั้งความเร็วในการขยายบริการ ราคา ค่าโดยสาร และมาตรฐานความปลอดภัย เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวตัดสินว่าโรโบแท็กซี่จะกลายเป็นทางเลือกหลักของการเดินทางในชีวิตประจำวันได้หรือไม่
ในมุมมองของผู้เขียน การเพิ่มจำนวนรถเป็นเรื่องสำคัญ แต่คุณภาพและความปลอดภัยควรเดินไปพร้อมกัน หาก Waymo รักษาสมดุลระหว่างการเติบโต เทคโนโลยี และความไว้วางใจของสังคมได้ แผนนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก
ที่มา – Waymo Reportedly Plans to Put 20,000 Robotaxis on the Road by the End of 2027
