Warner Bros. อาจตกเป็นของ Paramount หลังรัฐถอย

ดีลครั้งใหญ่ของวงการฮอลลีวูดกำลังเข้าใกล้บทสรุปมากขึ้น เมื่อมีรายงานว่า Warner Bros. อาจตกเป็นของ Paramount หลังรัฐถอย จากการคัดค้านด้านกฎหมายต่อต้านการผูกขาด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้ Paramount และ David Ellison กลายเป็นเจ้าของ Warner Bros. Discovery ในอนาคตอันใกล้ และทำให้โครงสร้างของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ กลุ่มรัฐต่าง ๆ ซึ่งมีแคลิฟอร์เนียเป็นแกนนำ เตรียมเดินหน้าคัดค้านการเข้าซื้อกิจการ เพราะกังวลว่าการรวมบริษัทขนาดใหญ่จะทำให้การแข่งขันในฮอลลีวูดลดลง หากดีลสำเร็จ อุตสาหกรรมภาพยนตร์อาจเหลือสตูดิโอใหญ่เพียงสี่รายเท่านั้น นั่นหมายความว่าอำนาจในการผลิต จัดจำหน่าย และกำหนดทิศทางคอนเทนต์จะกระจุกตัวอยู่กับบริษัทไม่กี่แห่ง

Warner Bros. อาจตกเป็นของ Paramount หลังรัฐถอย

ข้อตกลงระหว่าง Paramount กับกลุ่มรัฐมีเงื่อนไขหลายด้าน โดยเฉพาะการรักษาความเป็นอิสระของสำนักข่าวที่กำลังจะอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกัน เช่น CNN และ CBS News หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยนักข่าว เพื่อดูแลมาตรฐานและความเป็นอิสระขององค์กรข่าว แม้แนวทางนี้ดูเหมือนช่วยลดความกังวลได้ แต่รายละเอียดทั้งหมดของกรอบข้อตกลงยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

Paramount ยังตกลงใช้งบประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สำหรับการผลิตภาพยนตร์ภายในห้าปี และให้คำมั่นว่าจะจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ปีละ 30 เรื่อง เงื่อนไขดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทใหม่ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจภาพยนตร์บนจอใหญ่ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะบริการสตรีมมิงหรือการลดต้นทุนเท่านั้น

รายละเอียดคำมั่นเรื่องภาพยนตร์ 30 เรื่องยังน่ากังวล

อย่างไรก็ตาม คำว่า จัดจำหน่ายภาพยนตร์ 30 เรื่องต่อปี อาจไม่ได้หมายความว่า Paramount จะสร้างภาพยนตร์ใหม่ครบ 30 เรื่องต่อปี อดีตกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลาง Alvaro Bedoya ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจนับรวมภาพยนตร์ที่นำกลับมาฉายซ้ำ หรือภาพยนตร์ที่บริษัทเข้าซื้อสิทธิ์มาแล้วได้ด้วย ดังนั้นจึงยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนว่าเงินลงทุนจะช่วยเพิ่มจำนวนภาพยนตร์ใหม่ที่ผลิตภายใต้ชื่อ Paramount จริง ๆ

ประเด็นนี้สำคัญต่อคนทำงานในอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะการมีภาพยนตร์เข้าฉายในโรงไม่ได้หมายถึงการสร้างงานใหม่เสมอไป หากบริษัทใช้ผลงานเก่าหรือซื้อหนังจากแหล่งอื่นมาเติมตัวเลขตามสัญญา ผู้กำกับ นักแสดง ทีมงานเบื้องหลัง และเจ้าของโรงภาพยนตร์ก็อาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

  • งบผลิตภาพยนตร์: Paramount ให้คำมั่นลงทุน 1,500 ล้านดอลลาร์ภายในห้าปี
  • จำนวนภาพยนตร์: บริษัทจะจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในโรงปีละ 30 เรื่อง
  • การกำกับดูแลข่าว: มีแผนตั้งคณะกรรมการนักข่าวเพื่อดูแลความเป็นอิสระของ CNN และ CBS News
  • บทลงโทษ: หากไม่ทำตามเป้าหมาย อาจต้องจ่ายค่าปรับ 30 ล้านดอลลาร์ต่อภาพยนตร์หนึ่งเรื่องที่ขาดไป

รายงานอีกด้านระบุว่า หาก Paramount ไม่สามารถทำตามคำมั่นเรื่องภาพยนตร์ 30 เรื่องต่อปี บริษัทจะต้องจ่ายเงิน 30 ล้านดอลลาร์ต่อภาพยนตร์ที่ขาดไป ฟังดูเหมือนเป็นบทลงโทษที่สูงมาก แต่ Bedoya ชี้ว่าค่าปรับดังกล่าวอาจไม่ได้ส่งตรงไปยังทีมงานที่สูญเสียโอกาส หรือเจ้าของโรงภาพยนตร์ที่ต้องเผชิญกับที่นั่งว่าง เงินอาจถูกส่งเข้ากองทุนของรัฐ แล้วรอการจัดสรรในภายหลัง ซึ่งไม่ทันต่อค่าใช้จ่ายของคนทำงานที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน

ข้อสงสัยนี้ยิ่งชัดเจนเมื่อพิจารณาประวัติของ Warner Bros. Discovery บริษัทเคยตัดสินใจยกเลิกการเผยแพร่ภาพยนตร์ Coyote vs. Acme ทั้งที่หนังสร้างเสร็จและพร้อมออกฉาย เพื่อใช้เป็นการลดหย่อนทางภาษีและหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายด้านการตลาด เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายไม่มั่นใจว่า บริษัทใหม่จะยอมลงทุนกับภาพยนตร์ทุกเรื่องตามคำมั่น หรือจะเลือกจ่ายค่าปรับเมื่อเห็นว่าคุ้มค่ากว่า

แรงกดดันจากการย้ายฐานธุรกิจ

อีกปัจจัยที่ทำให้การเจรจาเดินหน้าอย่างรวดเร็วคือคำขู่ของ Paramount ที่อาจย้ายฐานธุรกิจออกจากฮอลลีวูดไปยังแนชวิลล์ ท่าทีดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะ Rob Bonta อัยการสูงสุดของแคลิฟอร์เนีย เพราะอุตสาหกรรมบันเทิงมีความสำคัญต่อการจ้างงาน รายได้ท้องถิ่น และภาพลักษณ์ของรัฐ การสูญเสียบริษัทขนาดใหญ่จึงอาจกระทบทั้งเศรษฐกิจและแรงงานจำนวนมาก

เมื่อมองจากเงื่อนไขทางการเงิน Paramount ยังมีแรงจูงใจให้ดีลเสร็จโดยเร็ว บริษัทตกลงจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้น Warner Bros. วันละ 7 ล้านดอลลาร์ หากการเข้าซื้อกิจการล่าช้าเกินวันที่ 1 ตุลาคม ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามว่า กลุ่มรัฐอาจใช้แรงกดดันทางการเงินดังกล่าวต่อรองเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่านี้ได้หรือไม่ เพราะค่าปรับเพียงไม่กี่วันก็อาจมีมูลค่าใกล้เคียงกับบทลงโทษกรณีไม่ส่งมอบภาพยนตร์หนึ่งเรื่องตลอดทั้งปี

Warner Bros. อาจตกเป็นของ Paramount หลังรัฐถอย จึงไม่ใช่เพียงข่าวการควบรวมกิจการธรรมดา แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน เสรีภาพของสื่อ การจ้างงาน และอนาคตของภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์โดยตรง แม้รัฐจะยอมรับข้อตกลง แต่สาธารณชนยังควรติดตามรายละเอียดฉบับเต็ม เพราะถ้อยคำในสัญญาอาจเป็นตัวกำหนดว่าบริษัทต้องสร้างภาพยนตร์ใหม่จริงมากน้อยเพียงใด

ในมุมมองของผู้ชม ดีลนี้อาจนำมาซึ่งแฟรนไชส์และคอนเทนต์จำนวนมากภายใต้บริษัทเดียว แต่การมีคอนเทนต์มากขึ้นไม่ได้รับประกันคุณภาพหรือความหลากหลายเสมอไป สิ่งที่ควรจับตาคือบริษัทจะรักษาการแข่งขัน เปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างรายใหม่ และสนับสนุนโรงภาพยนตร์อย่างจริงจังหรือไม่ หาก Paramount ต้องการสร้างความเชื่อมั่น คำมั่นบนกระดาษควรแปลเป็นการลงทุนและภาพยนตร์ใหม่ที่เกิดขึ้นจริง

สุดท้ายแล้ว ผู้ชมและคนทำงานในฮอลลีวูดควรติดตามผลหลังดีลเสร็จอย่างใกล้ชิด เพราะอนาคตของวงการอาจไม่ได้ตัดสินกันที่ขนาดของบริษัท แต่ตัดสินจากความรับผิดชอบต่อสื่อ ผู้สร้าง และผู้ชม หากข้อตกลงนี้เดินหน้า Paramount ควรพิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตครั้งใหญ่จะไม่แลกมาด้วยทางเลือกที่น้อยลงของผู้บริโภค

ที่มา – It Looks Like Warner Bros. Will Soon Belong to Paramount as States Back Down

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *