Vivienne Westwood และจิวเวลรี ครั้งแรกในไทยกับผลงานตลอด 40 ปี กว่า 600 ชิ้น
คนรักแฟชั่น ศิลปะ และเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์ระดับโลกไม่ควรพลาดนิทรรศการ Vivienne Westwood และจิวเวลรี ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่เซ็นทรัลชิดลม หลังจากเดินทางไปจัดแสดงมาแล้วในนิวซีแลนด์ เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และมาเก๊า งานนี้รวบรวมผลงานกว่า 600 ชิ้นจากคลังสะสมตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ผ่านเครื่องประดับ เสื้อผ้า แนวคิดทางสังคม และประวัติศาสตร์แฟชั่นได้อย่างน่าสนใจ
Vivienne Westwood คือดีไซเนอร์ผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการแฟชั่นอังกฤษ เธอเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกขบวนการพังก์ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ก่อนพัฒนาแนวทางการออกแบบจนกลายเป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก ผลงานของเธอมักนำประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และงานคลาสสิกมาผสมกับมุมมองแห่งอนาคต พร้อมตั้งคำถามต่อค่านิยมเดิมของสังคมอยู่เสมอ
Vivienne Westwood และจิวเวลรี นิทรรศการที่ชวนมองแฟชั่นต่างมุม
สิ่งที่ทำให้นิทรรศการครั้งนี้โดดเด่นคือการให้ความสำคัญกับเครื่องประดับเป็นพิเศษ เพราะจิวเวลรีไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงไอเท็มเสริมลุค แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาษาการออกแบบที่บอกเล่าความคิดและจุดยืนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน Giuseppe Aragoni ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Vivienne Westwood อธิบายว่า เครื่องประดับอยู่คู่กับแบรนด์มาตั้งแต่เริ่มต้น และมีวิธีคิดแตกต่างจากเครื่องประดับแบบคลาสสิกทั่วไป
จิวเวลรีของ Vivienne Westwood เกิดจากการหลอมรวมประสบการณ์หลากหลาย ทั้งอิทธิพลจากประเทศต่างๆ สภาพแวดล้อมรอบตัว และความสนใจด้านประวัติศาสตร์ จึงไม่น่าแปลกที่ผลงานหลายชิ้นจะมีรูปร่างแปลกตา ใช้วัสดุที่คาดไม่ถึง และมีรายละเอียดซึ่งสะท้อนความกล้าท้าทายกรอบเดิมๆ ได้เป็นอย่างดี
จากเข็มกลัดและวัสดุใกล้ตัว สู่ผลงานที่มีความหมาย
พื้นที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 8 ห้อง ภายใต้ 9 ธีมที่พาผู้ชมย้อนดูพัฒนาการของแบรนด์ ตั้งแต่ผลงานยุคแรกซึ่งนำสิ่งของที่ไม่ได้มีมูลค่าทางการตลาดสูง เช่น เข็มกลัด กระดูก กระป๋องน้ำอัดลม และวัสดุเหลือใช้ มาสร้างเป็นเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ จุดนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากวัตถุดิบราคาแพงเสมอไป แต่สามารถเกิดจากจินตนาการและการมองสิ่งรอบตัวในมุมใหม่
อีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจคือ Do It Yourself ซึ่งสะท้อนความเชื่อของ Vivienne ว่าทุกคนสามารถเป็นนักออกแบบได้ ผู้ชมจะได้เห็นสร้อยคอจากลูกเกาลัดที่เก็บจากสวนสาธารณะ รวมถึงมงกุฎจากกระดาษแข็ง ผลงานเหล่านี้ชวนให้คิดถึงการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และแนวคิด “ซื้อน้อยลง แต่เลือกให้ดีขึ้น” ที่ยังสอดคล้องกับประเด็นความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน
เมื่อมองในบริบทของแฟชั่นยุคใหม่ แนวคิดดังกล่าวถือว่าทันสมัยมาก เพราะผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับอายุการใช้งาน คุณค่าทางความคิด และที่มาของสินค้า มากกว่าการซื้อเพียงเพื่อเดินตามกระแส นิทรรศการจึงไม่ได้จัดแสดงของสวยงามเท่านั้น แต่ยังชวนให้ผู้ชมกลับมาทบทวนพฤติกรรมการเลือกซื้อสิ่งของในชีวิตประจำวัน
คอร์เซ็ต ซิป และ Orb สัญลักษณ์ที่เล่าเรื่องอดีตกับอนาคต
Vivienne Westwood มีชื่อเสียงอย่างมากจากการนำคอร์เซ็ตกลับเข้าสู่วัฒนธรรมแฟชั่นร่วมสมัย ในอดีตคอร์เซ็ตมักต้องอาศัยผู้ช่วยในการรัดให้เข้ารูป แต่เธอปรับดีไซน์ด้วยการเพิ่มซิป ทำให้ผู้สวมใส่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง นวัตกรรมเล็กๆ นี้ช่วยเปลี่ยนคอร์เซ็ตให้กลายเป็นแฟชั่นไอเท็มที่เข้าถึงง่ายขึ้น และยังสะท้อนแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยผู้หญิงจากข้อจำกัดเดิม
อีกไฮไลต์สำคัญคือห้องที่จัดแสดง Orb สัญลักษณ์ประจำแบรนด์ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานลูกโลกประดับกางเขนของกษัตริย์อังกฤษ หรือ Royal Orb เข้ากับวงแหวนของดาวเสาร์ ความหมายของ Orb คือการนำขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมในอดีตมาผสานกับอนาคตได้อย่างลงตัว จึงกลายเป็นภาพแทนปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ที่ผู้ชมทั่วโลกจดจำได้ทันที
สำหรับผู้ชมในกรุงเทพฯ ยังมีผลงานพิเศษที่จัดแสดงเป็นครั้งแรก โดย Andreas Kronthaler ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Vivienne Westwood ได้แรงบันดาลใจจากชุดพื้นเมืองออสเตรียที่เรียกว่า Dirndl รายละเอียดของผลงานสะท้อนรากทางวัฒนธรรมของผู้ออกแบบยุคปัจจุบัน และช่วยทำให้เรื่องราวของแบรนด์เดินหน้าต่อไปโดยไม่ทิ้งความเชื่อมโยงกับอดีต
The Galaxy Room ประสบการณ์แฟชั่นที่ผู้ชมมีส่วนร่วม
ปิดท้ายการชมงานด้วย The Galaxy Room ห้องจัดแสดงแบบอินเทอร์แอกทีฟที่ร่วมมือกับ Microsoft และจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ผู้เข้าชมสามารถเลือกเครื่องประดับชิ้นที่สะท้อนตัวตนมากที่สุด จากนั้นระบบจะนำข้อมูลไปประมวลผลเป็นกลุ่มดาวเฉพาะบุคคล พร้อมสร้างสมุดภาพดิจิทัลให้เก็บเป็นที่ระลึก
ประสบการณ์นี้ทำให้ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์และเรื่องราวของนิทรรศการ เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยเติมมิติใหม่ให้กับงานแฟชั่น โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของแบรนด์เข้ากับประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนได้อย่างน่าสนใจ
ประเทศไทยกับความสัมพันธ์ของแบรนด์ Vivienne Westwood
ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อ Vivienne Westwood ทั้งในด้านฐานผู้บริโภค แรงบันดาลใจ และฐานการผลิต แบรนด์เริ่มเข้าสู่ตลาดไทยตั้งแต่ปี 2011 และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทีมออกแบบเครื่องประดับยังมีสำนักงานอยู่ที่เชียงใหม่ และทำงานร่วมกับโรงงานฝีมือดีในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน การเลือกกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายของนิทรรศการจึงมีความหมายมากกว่าการจัดงานเชิงพาณิชย์ เพราะเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับช่างฝีมือและแฟนแฟชั่นชาวไทย
โดยส่วนตัวแล้ว Vivienne Westwood และจิวเวลรี เป็นนิทรรศการที่เหมาะกับทั้งคนที่ติดตามแฟชั่นมานานและผู้ชมทั่วไปที่อยากเข้าใจว่าดีไซน์สามารถเล่าเรื่องทางสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างไร จุดแข็งของงานอยู่ที่การนำเสนอหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ชิ้นงานหายาก แนวคิดการออกแบบ ไปจนถึงประสบการณ์ดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วม
นิทรรศการจัดขึ้นที่ The Event Hall ชั้น 2 เซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 11 กันยายน – 23 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00–22.00 น. หากคุณสนใจแฟชั่น เครื่องประดับ ประวัติศาสตร์การออกแบบ หรือเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ นี่คือโอกาสดีที่จะได้ชมผลงานกว่า 600 ชิ้นอย่างใกล้ชิด และค้นพบว่าความคิดที่กล้าตั้งคำถามสามารถเปลี่ยนโลกแฟชั่นได้อย่างไร แนะนำให้เผื่อเวลาเดินชมอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วโมง เพราะแต่ละห้องมีรายละเอียดให้สังเกตมากกว่าที่เห็นในครั้งแรก
ในวันที่แฟชั่นกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ตัวตน และประสบการณ์เฉพาะบุคคล นิทรรศการนี้ยังย้ำให้เห็นว่าเครื่องประดับที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงของสวยงาม แต่ควรมีเรื่องราว มีจุดยืน และทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น ใครที่อยู่กรุงเทพฯ ในช่วงเวลาจัดงาน ควรหาเวลาไปชมด้วยตัวเองสักครั้ง
ที่มา – Vivienne Westwood & Jewellery ครั้งแรกในไทยกับการโชว์ผลงานตลอด 40 ปี กว่า 600 ชิ้น
