VisionQuest อาจคว้าสิ่งที่ตามหาได้จริง

VisionQuest อาจคว้าสิ่งที่ตามหาได้จริง คือความรู้สึกที่ชัดเจนขึ้นหลังชมตอนที่ 5 และ 6 ซึ่งใช้ชื่อว่า “Firewall” และ “Deadlock” แม้ทั้งสองตอนจะมีจังหวะการเล่าเรื่องแตกต่างกันอย่างมาก ตอนหนึ่งเน้นบทสนทนาและการสำรวจจิตใจ ส่วนอีกตอนเต็มไปด้วยฉากแอ็กชัน การไล่ล่า และความลับจากจักรวาล Marvel แต่เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน ทั้งสองตอนกลับช่วยขยายแก่นสำคัญของซีรีส์ได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือคำถามว่า Vision เป็นใคร และเขาจะสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไรหลังจากสูญเสียความทรงจำ ความรัก และส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ไป

บทความนี้มีการกล่าวถึงเนื้อหาสำคัญของซีรีส์ หากยังไม่ได้รับชม VisionQuest ตอนที่ 5 และ 6 ควรพิจารณารับชมก่อน เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดของตัวละครและจุดหักเหต่าง ๆ ได้ครบถ้วน

VisionQuest อาจคว้าสิ่งที่ตามหาได้จริง

“Firewall” เป็นตอนที่ลดความสำคัญของ Paladin ลงอย่างเห็นได้ชัด เขาปรากฏตัวเพียงช่วงสั้น ๆ และเรื่องราวหันไปสนใจ Vision, Ultron, Thomas รวมถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ มากกว่า การลดบทบาทของ Paladin ทำให้ซีรีส์มีทิศทางที่คมชัดขึ้น เพราะปริศนาเรื่องนายจ้างของเขาเคยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสะพานเชื่อมเรื่องนี้เข้ากับจักรวาล Marvel มากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นหลัก

สิ่งที่น่าสนใจคือ VisionQuest ไม่ได้เดินตามสูตรของเรื่องราวเดี่ยวจาก Marvel อย่างเต็มรูปแบบ โดยทั่วไป ภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่โฟกัสตัวละครหนึ่งคนมักเล่าที่มา แสดงพลัง ความสามารถ และวางศัตรูที่เหมาะสม เพื่อเตรียมตัวละครนั้นให้พร้อมสำหรับการปรากฏตัวในเรื่องใหญ่ครั้งต่อไป แต่เรื่องนี้กลับเลือกมอง Vision จากด้านในมากกว่าด้านนอก ผู้ชมไม่ได้เห็นเขาเป็นศูนย์กลางของทุกเหตุการณ์เสมอไป แต่ได้เรียนรู้ตัวตนของเขาผ่านบทสนทนาของคนอื่น และผ่านปฏิกิริยาที่เขามีต่อความคิดของผู้คนรอบตัว

VisionQuest กับการค้นหาตัวตนของ Vision

ใน “Firewall” Ultron กลายเป็นตัวละครที่มีเวลาบนหน้าจอมากกว่า Vision เขาออกไปใช้ชีวิตในโลกจริง ยั่วยุ Thomas และพูดคุยกับ Jo หรือ Jocasta ในบรรยากาศที่ทั้งแปลกประหลาดและมีเสน่ห์เฉพาะตัว เคมีระหว่าง Ultron กับ Jo เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ แต่ก็ทำให้เรื่องมีรสชาติที่แตกต่างจากซีรีส์ Marvel ทั่วไป

ถึงอย่างนั้น Vision ก็ยังเป็นหัวใจของตอนนี้ เพราะบทสนทนาส่วนใหญ่สะท้อนกลับมายังเขา Ultron พยายามทำให้ Thomas เชื่อว่า Vision จะไม่มีวันเป็นคนแบบที่ทุกคนต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ Thomas กลับมองเห็นความพยายามของ Vision แม้ Vision จะยังสื่อสารกับเขาและมนุษย์คนอื่นได้ไม่ดีนัก ความหวังเล็ก ๆ นี้มีความสำคัญมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่า Vision อาจยังไม่เข้าใจความรู้สึกทั้งหมด แต่เขากำลังพยายามเรียนรู้

เมื่อ Vision ได้เห็น Ultron และ Jo พูดถึงการทำลายโลก เขาก็ตัดสินใจว่าจะรักษาไฟร์วอลล์เอาไว้ต่อไป แม้การขัง Ultron ไว้ในจิตใจของตัวเองจะหมายถึงการถูกตัดขาดจากร่างกายและโลกภายนอกก็ตาม เขายอมเสียอิสรภาพเพื่อป้องกันไม่ให้ Ultron กลับไปสร้างหายนะอีกครั้ง นี่คือการตัดสินใจที่สะท้อนความเป็นฮีโร่ แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่มีต้นทุนสูงมาก

สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อ Paladin ลักพาตัว Thomas หาก Vision ต้องการช่วยคนที่อาจเป็นลูกชายของเขา เขาจำเป็นต้องยกเลิกระบบป้องกันและปล่อย Ultron ออกมา การตัดสินใจนี้ทำให้ Vision ต้องเผชิญกับปัญหาที่เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง นั่นคือเราควรทำอย่างไรเมื่อการปกป้องคนที่เรารักอาจทำให้คนอื่นจำนวนมากตกอยู่ในอันตราย ที่สำคัญคือ Vision ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขาต้องการเป็นมนุษย์มากแค่ไหน หรือ Thomas มีความหมายต่อเขาอย่างไร

  • Vision ต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยของผู้คนกับการช่วย Thomas
  • Ultron ใช้จุดอ่อนทางอารมณ์ของ Vision เพื่อกลับสู่อิสรภาพ
  • Thomas กลายเป็นกุญแจสำคัญต่อการทำความเข้าใจอดีตและปัจจุบันของ Vision
  • F.R.I.D.A.Y. เลือกหนีออกไปในโลกดิจิทัล ทำให้สถานการณ์ยิ่งคาดเดาไม่ได้

ในที่สุด Vision ก็ยอมเปิดไฟร์วอลล์และปล่อย Ultron ออกมาเพื่อควบคุมร่างกายของตนเองอีกครั้ง การเลือกครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันทำให้เขาดูเป็นตัวละครที่มีชีวิตและมีความขัดแย้งภายในมากขึ้น เพราะเขาไม่ได้เลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด แต่เลือกทางที่สอดคล้องกับความรู้สึกและความรับผิดชอบในเวลานั้น

“Deadlock” เติมแอ็กชันและปริศนาให้เรื่องราว

หลังจากตอนก่อนหน้าใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับบทสนทนา “Deadlock” จึงเข้มข้นและรวดเร็วขึ้น Vision กับ Lisa เดินทางไปยัง Madripoor เพื่อช่วย Thomas จาก Paladin การกลับมาของฉากต่อสู้และการไล่ล่าทำให้ตอนนี้มีองค์ประกอบแบบ Marvel ที่ผู้ชมคุ้นเคยมากกว่า ทั้งปริศนาของนายจ้าง Paladin เรื่องราวในอดีตของเขา และเทคโนโลยีที่ Jo ซ่อนไว้ก่อนเสียชีวิต ล้วนทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อเรื่องราวในอนาคต

การปรากฏตัวของ Raza ซึ่งเป็นตัวละครจาก Iron Man ปี 2008 ยังเป็นเซอร์ไพรส์ที่ช่วยเชื่อมโยงซีรีส์เข้ากับประวัติศาสตร์ของ MCU อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม จุดเชื่อมโยงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เรื่องเสียสมดุล เพราะซีรีส์ยังคงกลับมาสนใจคำถามเกี่ยวกับตัวตนและความรู้สึกของ Vision อยู่เสมอ

ประโยคของนายจ้างปริศนาที่บอกว่าเขาเป็นทั้งผู้ล่าและคนที่สามารถยุติความทุกข์ของ Vision ได้ ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่เปลี่ยนมุมมองของผู้ชมอย่างมาก ข้อเสนอในการมอบหัวใจหรือจิตวิญญาณที่ Vision สูญเสียไปหลังกลับมามีชีวิต ทำให้ปริศนานี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเชื่อมเรื่องเข้ากับ MCU เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับแก่นของซีรีส์ นั่นคือความแตกต่างระหว่างการเข้าใจบางสิ่งด้วยเหตุผล กับการรู้สึกถึงสิ่งนั้นอย่างแท้จริง

Vision อาจสามารถวิเคราะห์ความรัก ความสูญเสีย และความเศร้าได้ แต่การวิเคราะห์ไม่ได้แปลว่าเขาจะสัมผัสอารมณ์เหล่านั้นได้เหมือนมนุษย์ ข้อเสนอของนายจ้างจึงน่าดึงดูดอย่างยิ่ง เพราะมันอาจเติมเต็มช่องว่างระหว่าง Vision ในอดีตกับ Vision ในปัจจุบัน ทว่าการยอมรับข้อเสนอนี้อาจทำให้เขาต้องแลกด้วยอิสรภาพ หรือเปิดประตูให้ศัตรูควบคุมเขาอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่าง Vision กับ Thomas คือหัวใจของเรื่อง

ช่วงเวลาที่ Vision เล่าเรื่อง Westview และเหตุการณ์ใน WandaVision ให้ Thomas ฟัง เป็นฉากที่มีพลังมากที่สุดฉากหนึ่งของสองตอนนี้ ก่อนหน้านี้ Vision เคยจำลองสถานการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทุกครั้ง Thomas จะโกรธและเดินจากไป ครั้งนี้ Vision เลือกพูดอย่างตรงไปตรงมา แสดงความเปราะบาง และไม่พยายามควบคุมผลลัพธ์ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้ Thomas ไม่หนีไป เขาเพียงถามว่าความทรงจำเกี่ยวกับ Vision ของเขามาจากไหน

คำตอบของ Vision ที่ว่า “ไม่ใช่ฉัน” สั้นมาก แต่เต็มไปด้วยความหมาย เขายอมรับว่าตัวเองไม่ใช่ Vision คนเดิม และไม่สามารถอ้างสิทธิ์ในความทรงจำหรือความรักจากอดีตได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน Thomas ก็อาจเป็น Tommy Maximoff ลูกชายของ Vision ในอดีต การยอมรับความจริงนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และทำให้ข้อเสนอของนายจ้างปริศนามีน้ำหนักมากกว่าเดิม

VisionQuest อาจคว้าสิ่งที่ตามหาได้จริง เพราะซีรีส์กล้าที่จะเล่าเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ผ่านคำถามเรื่องตัวตน ความทรงจำ และความรู้สึก มากกว่าการพึ่งพาฉากต่อสู้หรือการเปิดเผยตัวร้ายเพียงอย่างเดียว แม้ยังไม่รู้ว่าซีรีส์จะคลี่คลายปริศนาทั้งหมดได้ดีแค่ไหน แต่ตอนที่ 5 และ 6 แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้มีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานกว่าการเป็นบทเชื่อมระหว่างโปรเจกต์ Marvel

ความเห็นส่วนตัวคือ จุดแข็งที่สุดของ VisionQuest อยู่ที่การทำให้ Vision ไม่ใช่เพียงฮีโร่ผู้มีพลัง แต่เป็นตัวละครที่กำลังเรียนรู้ความหมายของการมีหัวใจ หากซีรีส์ยังรักษาสมดุลระหว่างความเป็น Marvel กับการสำรวจจิตใจได้ต่อไป ก็มีโอกาสสร้างบทสรุปที่แตกต่างและน่าจดจำ ผู้ชมควรติดตามต่อว่า Vision จะเลือกเป็นใคร และจะยอมแลกอะไรเพื่อได้สิ่งที่เขาตามหามาตลอด

ที่มา – Maybe ‘VisionQuest’ Really Can Reach What It’s Trying to Grasp

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *