Vampire Hunter D: อมตะนิรันดร์กาลในเงามืดแห่งอะนิเมะ

หากใครที่เป็นแฟนอะนิเมะยุค 90 หรือยุค 80 โดยเฉพาะแนวแอคชั่น-สยองขวัญที่เน้นความดิบเถื่อนอย่าง Bubblegum Crisis หรือ Wicked City คุณคงคุ้นเคยกับการที่ผลงานเก่าเก็บเหล่านี้มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงบนโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ แต่ท่ามกลางตำนานเหล่านั้น Vampire Hunter D: อมตะนิรันดร์กาลในเงามืดแห่งอะนิเมะ คือผลงานที่โดดเด่นและมีอิทธิพลต่อวงการอย่างปฏิเสธไม่ได้

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพยนตร์ปี 2000 ที่ชื่อว่า Vampire Hunter D: Bloodlust จาก Studio Madhouse แต่เชื่อไหมว่าหลายคนยังไม่ทราบว่านี่คือภาคต่อของ OVA เรื่อง Vampire Hunter D ในปี 1985 ความยิ่งใหญ่ของงานภาพสไตล์กอทิกที่ Madhouse ทำไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้น เปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญของอะนิเมะแนวดาร์กแฟนตาซีที่ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุผลที่ Vampire Hunter D: อมตะนิรันดร์กาลในเงามืดแห่งอะนิเมะ ยังคงตราตรึง

เรื่องราวของ ‘ดี’ (D) นักล่าแวมไพร์ลูกครึ่งผู้เยือกเย็น ท่ามกลางโลกอนาคตอันล่มสลายที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดและเวทมนตร์ คือนิยามของความคลาสสิก การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีไซเบอร์พังค์กับอาวุธแฟนตาซีแฟนตาซีในเรื่องนี้ ถือเป็นการสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัยมากสำหรับยุคนั้น สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือความเป็นธรรมชาติของตัวละคร ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความโหด แต่ยังมีความเป็นมนุษย์ซ่อนอยู่ภายใต้ความโดดเดี่ยว

การเดินทางที่เป็นมากกว่าการล่าแวมไพร์

ไม่ว่าคุณจะดูภาคปี 1985 หรือภาค Bloodlust คุณจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเศร้าสร้อยที่งดงาม การได้ดูสองเรื่องนี้ต่อเนื่องกันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก มันคือการสำรวจพัฒนาการของการเล่าเรื่องในอะนิเมะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ:

  • งานภาพที่เน้นรายละเอียดของแสงและเงา
  • การจัดวางประเด็นความรักที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง
  • ตัวละครเอกผู้เป็นนักล่าที่ต้องดิ้นรนกับชะตาชีวิตตัวเอง

ทุกวันนี้ อิทธิพลของเรื่องนี้ได้ฝังรากลึกอยู่ในผลงานยุคใหม่ ตั้งแต่ Castlevania ของ Netflix ไปจนถึง The Witcher หากใครที่ยังไม่เคยสัมผัส ผมขอแนะนำให้คุณลองหาโอกาสดูผลงานที่เป็น Vampire Hunter D: อมตะนิรันดร์กาลในเงามืดแห่งอะนิเมะ เรื่องนี้สักครั้ง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมตำนานนี้ถึงไม่มีวันตายไปจากหัวใจของแฟนๆ

ในมุมมองของผม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ‘ดี’ ก็ยังคงเป็นตัวแทนของนักล่าที่ออกเดินทางอย่างเงียบเหงาและสง่างามเสมอ การได้เห็นเขามุ่งหน้าสู่สุดขอบฟ้าหลังจากภารกิจสิ้นสุดลง ทิ้งไว้เพียงคำขอบคุณที่จริงใจและการพยักหน้าเล็กน้อย คือความโรแมนติกที่เจ็บปวดแต่ก็ตราตรึงหัวใจที่สุดครับ

ที่มา – May Anime Forever Drift Through the Eternal Shadow of ‘Vampire Hunter D’

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *