V/H/S/Mixtape ไม่ใช่จุดสูงสุดของแฟรนไชส์สยองขวัญ
แฟรนไชส์หนังสยองขวัญแบบฟาวด์ฟุตเทจอย่าง V/H/S เคยสร้างความตื่นเต้นด้วยแนวคิดที่ฉลาดและแตกต่าง หนังแต่ละภาคมักรวมเรื่องสั้นหลายตอนเอาไว้ด้วยกัน พร้อมกำหนดธีมที่ช่วยให้ผู้สร้างมีกรอบในการเล่าเรื่อง ช่วงหนึ่งทีมงานเลือกใช้ปีต่าง ๆ เป็นแกนกลางของแต่ละภาค ทำให้บรรยากาศ วัฒนธรรม และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของยุคนั้นมีบทบาทสำคัญ ต่อมาซีรีส์เริ่มทดลองกับแนวสยองขวัญรูปแบบอื่นมากขึ้น จนมาถึง V/H/S/Mixtape ไม่ใช่จุดสูงสุดของแฟรนไชส์สยองขวัญ แม้จะมีไอเดียที่น่าสนใจและฉากโหดชวนสะดุ้งอยู่หลายช่วงก็ตาม
V/H/S/Mixtape ไม่ใช่จุดสูงสุดของแฟรนไชส์สยองขวัญ
หลังจาก V/H/S/85 ประสบความสำเร็จและ V/H/S/Beyond พยายามขยับจากธีมเรื่องปีไปสู่แนวไซไฟ ภาคล่าสุดเลือกใช้ดนตรีเป็นหัวใจหลัก ชื่อเรื่องทำให้ผู้ชมคาดหวังถึงเทปเพลงต้องคำสาป วงดนตรีที่บูชาปีศาจ หรือเสียงเพลงที่ปลุกสิ่งชั่วร้ายให้ตื่นขึ้น แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการหนังสยองขวัญ เพราะมีผลงานจำนวนมากเคยพูดถึงแผ่นเสียงอาถรรพ์ วงดนตรีเฮฟวีเมทัล และพิธีกรรมที่แฝงอยู่ในเสียงเพลงมาแล้ว
ปัญหาคือหนังไม่ได้ใช้ธีมดนตรีอย่างเหนียวแน่นพอ บางตอนเชื่อมโยงกับเสียง จังหวะ หรือการแสดงได้ดี ขณะที่บางส่วนดูเหมือนถูกนำมาใส่เพียงเพื่อให้เข้ากับชื่อ Mixtape เท่านั้น ภายในเรื่องยังมีมิวสิกวิดีโอสองชิ้นที่ไม่ได้ใช้รูปแบบฟาวด์ฟุตเทจ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าผู้สร้างต้องการขยายโลกของหนังจริง ๆ หรือเพียงต้องการเพิ่มเนื้อหาให้ดูเป็นชุดรวมเพลงมากขึ้น
V/H/S/Mixtape ไม่ใช่จุดสูงสุดของแฟรนไชส์สยองขวัญ แต่ยังมีฉากที่น่าจดจำ
หนึ่งในส่วนที่โดดเด่นคือ “Dance Dance Dance Dance” ของผู้กำกับ Renee Zhan ตอนนี้ได้รับพลังอย่างมากจากการร่วมงานกับ Jim Henson’s Creature Shop ซึ่งช่วยสร้างหุ่นเชิดที่มีรูปลักษณ์น่ารักและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน เรื่องราวติดตามผู้บริหารสตูดิโอที่ต้องการนำรายการหุ่นเชิดชื่อ The Curious Chorus กลับมาสร้างใหม่ แม้รายการดังกล่าวจะออกอากาศเพียงฤดูกาลเดียว แต่กลับมีแฟนคลับเหนียวแน่นและมีบทเพลงที่เต็มไปด้วยความมืดมน
Barbara Crampton นักแสดงจาก Re-Animator รับบทเป็นผู้บริหารที่มองความทรงจำของผู้ชมเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง เธอพาทีมงานกล้องกลุ่มเล็กบุกเข้าไปในโกดังเก็บหุ่น โดยไม่สนใจคำเตือนหรือประวัติอันน่าประหลาดของสถานที่แห่งนั้น เมื่อหุ่นเชิดเริ่มเคลื่อนไหว เรื่องก็เดินเข้าสู่เส้นทางที่ผู้ชมหนังสยองขวัญคุ้นเคย อย่างไรก็ตาม การออกแบบหุ่นยังคงน่าประทับใจ และประเด็นเสียดสีฮอลลีวูดก็ทำงานได้ดี หนังตั้งคำถามว่าการนำผลงานเก่ากลับมาสร้างใหม่เป็นการเคารพต้นฉบับ หรือเป็นเพียงการหากำไรจากความคิดถึงของผู้ชม
ตอนที่น่าสนใจที่สุดอาจเป็น “Heartbeat” ของ David Moreau ผู้กำกับภาพยนตร์ซอมบี้แบบถ่ายทำต่อเนื่องเรื่อง Mads เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยพล็อตที่ดูคุ้นเคย เมื่ออินฟลูเอนเซอร์สองคนเดินทางไปสำรวจสถานที่อันตรายและถูกห้ามเข้า พวกเขามุ่งหน้าไปยังสถานที่ลับจากยุคสงครามเย็น ซึ่งซ่อนอยู่ในป่าของบัลแกเรีย ทั้งคู่เต็มไปด้วยความมั่นใจและคิดว่าคลิปที่กำลังจะถ่ายจะช่วยเพิ่มยอดผู้ติดตามได้อย่างมหาศาล
ผู้ชมย่อมรู้ตั้งแต่แรกว่าการสำรวจครั้งนี้จะไม่จบลงด้วยดี แต่หนังใช้เสียงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความกดดัน เสียงฝีเท้า เสียงเครื่องจักร เสียงลมหายใจ และความเงียบที่ยาวนานทำให้พื้นที่รกร้างดูมีชีวิตขึ้นมา ความน่ากลัวของ “Heartbeat” ไม่ได้เกิดจากภาพเลือดสาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังฟังและตอบสนองต่อทุกเสียงที่ตัวละครสร้างขึ้น ตอนจบของตอนนี้ทั้งน่าตกใจและชวนขนลุก จึงเป็นส่วนที่เข้าใกล้ความเข้มข้นของภาคก่อน ๆ มากที่สุด
- จุดเด่นของหนัง: การออกแบบเสียงและบรรยากาศในบางตอนทำได้ยอดเยี่ยม
- จุดเด่นอีกอย่าง: หุ่นเชิดและเมกอัปสร้างภาพที่แปลกตาและจำได้ง่าย
- ข้อจำกัด: ธีมดนตรีไม่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอในทุกเรื่องสั้น
- ข้อสังเกต: หลายตอนเดินเรื่องตามสูตรและเดาทิศทางได้ไม่ยาก
อีกตอนที่น่าจับตาคือ “The Music of Mr. Sze” จากผู้กำกับรุ่นเก๋า Ernest Dickerson ผู้กำกับผลงานอย่าง Juice และ Bones เรื่องนี้ติดตามนักศึกษาคนหนึ่งที่ต้องการทำสารคดีเรื่องแรกของตัวเอง เขาใช้แว่นตาที่ติดกล้องขนาดจิ๋วเพื่อแอบบันทึกผู้คนโดยไม่ขออนุญาต วิธีการดังกล่าวสะท้อนทั้งความอยากรู้อยากเห็นและปัญหาด้านจริยธรรมของการทำคอนเทนต์ในยุคที่ทุกคนสามารถถ่ายและเผยแพร่ชีวิตของผู้อื่นได้ทันที
ตัวเอกแทบไม่ออกจากอาคารอพาร์ตเมนต์เก่าทรุดโทรม ทำให้เรื่องค่อย ๆ เปลี่ยนจากสารคดีแอบถ่ายไปสู่การสำรวจเพื่อนบ้านประหลาดชื่อ Mr. Sze ชายคนนี้เล่นไวโอลินซ้ำ ๆ ในทุกช่วงเวลาของวัน เสียงดนตรีที่ควรจะไพเราะจึงกลายเป็นสัญญาณรบกวนที่สร้างความไม่สบายใจ การเปิดเผยตัวตนของ Mr. Sze เป็นหนึ่งในช่วงที่คาดเดาได้ยากที่สุดของหนัง และยังทำให้รู้สึกว่าตัวละครกับโลกของเรื่องน่าจะมีรายละเอียดให้เล่าต่ออีกมาก
ส่วน “Death Tone” ของ RZA อาจไม่สร้างแรงบันดาลใจเท่าตอนอื่น แต่มีความโหดแบบสะใจ เรื่องราวพูดถึงหญิงสาวที่ต้องการทำเพลงเพื่อระลึกถึงพ่อผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดัง ทว่ากระบวนการสร้างเพลงของเธอเกี่ยวข้องกับวิธีการสุดพิสดารและเต็มไปด้วยเลือด หนังมีอารมณ์ผสมระหว่างความสยองแบบ Herschell Gordon Lewis กับความเย็นชาในสไตล์ American Psycho นอกจากนี้ยังมีมุก “Protect Ya Neck” ที่แฟนเพลงน่าจะสังเกตได้
ถึงจะมีเลือดปลอมจำนวนมากและภาพรุนแรงหลายฉาก แต่ “Death Tone” กลับมีโครงเรื่องที่เป็นเส้นตรงเกินไป ชื่อเพลงและแนวคิดหลักถูกย้ำซ้ำจนขาดความประหลาดใจ นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการมีฉากโหดไม่ได้ช่วยให้เรื่องสั้นน่าจดจำเสมอไป หากตัวละครยังไม่มีแรงจูงใจที่ลึกพอ หรือการหักมุมยังไม่สามารถยกระดับประเด็นที่หนังต้องการสื่อได้
หนังยังแทรกผลงานวิดีโอจากศิลปินดนตรีชื่อดัง เช่น แอนิเมชัน “Another Cabin” ของ Flying Lotus และวิดีโอเพลง “Premature Burial” ของ Repugnant ซึ่งกำกับโดย Tobias Forge วิดีโอเหล่านี้มีภาพที่โดดเด่นและเหมาะกับบรรยากาศมืดมนของโปรเจกต์ แต่การไม่ได้อยู่ในรูปแบบฟาวด์ฟุตเทจทำให้ความต่อเนื่องของหนังสะดุดเล็กน้อย ผู้ชมบางคนอาจมองว่าเป็นการทดลองที่สนุก ขณะที่บางคนอาจรู้สึกว่าเนื้อหาเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเติมเต็มที่ไม่ได้ช่วยให้เรื่องหลักแข็งแรงขึ้น
ธีมดนตรีช่วยยกระดับหนังได้จริงหรือไม่
การเลือกดนตรีเป็นธีมกลางมีศักยภาพสูง เพราะเสียงเพลงสามารถสร้างความทรงจำ ความกลัว และความรู้สึกแปลกแยกได้ในเวลาเดียวกัน เพลงที่เคยฟังในวัยเด็กอาจกลายเป็นสิ่งน่ากลัวเมื่อถูกนำไปเชื่อมกับภาพรุนแรง หรือเสียงดนตรีที่ดังซ้ำในสถานที่ว่างเปล่าอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม หนังจำเป็นต้องใช้ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเรื่อง ไม่ใช่เพียงนำเพลงมาเป็นฉากประกอบ
เมื่อเปรียบเทียบกับภาคที่ใช้ปีเป็นธีม หนังชุดก่อนหน้านี้มีทิศทางชัดเจนกว่า ข้อจำกัดของเทคโนโลยีในแต่ละยุคช่วยกำหนดชนิดของกล้อง วิธีบันทึกภาพ และพฤติกรรมของตัวละคร ส่วน V/H/S/Mixtape มีพื้นที่ให้ทดลองมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็สูญเสียความเป็นหนึ่งเดียวไปบางส่วน นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายตอนดูดีเมื่อแยกออกมา แต่เมื่อรับชมต่อเนื่องทั้งเรื่องกลับไม่ทิ้งความรู้สึกหนักแน่นเท่าที่ควร
คำถามสำคัญคือปัญหาเกิดจากธีมที่ไม่แข็งแรง หรือแฟรนไชส์กำลังเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว หลังจากสร้างหนังแทบทุกปีตั้งแต่ปี 2021 ผู้ชมอาจเริ่มมองเห็นรูปแบบของเรื่องสั้นได้เร็วขึ้น ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าไปในพื้นที่ต้องห้าม บ้านที่มีความลับ หุ่นเชิดที่มีชีวิต และตัวละครซึ่งไม่เชื่อคำเตือน เมื่อสูตรเดิมกลับมาอยู่บ่อยครั้ง ความสดใหม่ก็ลดลง แม้ทีมผู้สร้างจะยังมีไอเดียภาพและเสียงที่น่าสนใจก็ตาม
การประกาศโปรเจกต์ V/H/S/SCP ที่มีกำหนดออกฉายในปี 2027 จึงไม่ได้สร้างความตื่นเต้นเท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับแหล่งต้นฉบับ และยังมีสตูดิโออื่นประกาศสร้างภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก SCP เช่นกัน แฟรนไชส์อาจต้องกลับไปค้นหาวิธีเล่าเรื่องที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังเห็นบางสิ่งใหม่จริง ๆ ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อธีมแล้วนำสูตรเดิมกลับมาใช้
อนาคตของแฟรนไชส์ควรย้อนกลับไปใช้ธีมตามช่วงเวลา
แนวคิดที่น่าสนใจคือการกลับไปใช้ลำดับเหตุการณ์ตามปีอีกครั้ง เช่น V/H/S/87 ซึ่งอาจพาผู้ชมกลับไปสู่ช่วงความกังวลทางการเมืองในยุคเรแกน พร้อมเทคโนโลยีกล้อง Fisher-Price Pixelvision ที่เพิ่งเปิดตัวในปีเดียวกัน กล้องลักษณะนี้มีคุณภาพภาพแตกต่างจากอุปกรณ์สมัยใหม่อย่างชัดเจน และสามารถสร้างบรรยากาศหยาบ กระตุก และไม่น่าไว้วางใจได้โดยธรรมชาติ
หากผู้สร้างใช้ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมป๊อปของปี 1987 ให้เต็มที่ หนังอาจกลับมามีเอกลักษณ์อีกครั้ง ความกลัวในยุคนั้นอาจเกี่ยวข้องกับสงครามเย็น สื่อโทรทัศน์ วิดีโอเทป วัฒนธรรมวัยรุ่น และความไม่แน่นอนทางสังคม ทั้งหมดสามารถนำไปสร้างเรื่องสั้นที่แตกต่างกัน แต่ยังอยู่ในโลกเดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
โดยสรุป V/H/S/Mixtape ไม่ใช่จุดสูงสุดของแฟรนไชส์สยองขวัญ แต่ก็ไม่ใช่ภาคที่ล้มเหลว หนังมีช่วงเวลาที่ทำได้ดี โดยเฉพาะ “Heartbeat” และ “The Music of Mr. Sze” รวมถึงการออกแบบหุ่นใน “Dance Dance Dance Dance” ผู้ชมที่ชอบหนังฟาวด์ฟุตเทจและความสยองแบบเลือดสาดยังน่าจะสนุกกับบางตอน เพียงแต่อาจไม่ควรคาดหวังว่าหนังจะยกระดับซีรีส์ไปไกลกว่าภาคก่อน
หากคุณเป็นแฟนของ V/H/S ควรรับชมเรื่องนี้เพื่อสำรวจทิศทางใหม่ของแฟรนไชส์ แล้วลองตัดสินด้วยตัวเองว่าธีมดนตรีช่วยเพิ่มความน่ากลัวได้มากแค่ไหน ส่วนผู้ชมที่กำลังมองหาหนังสยองขวัญแบบรวมเรื่องสั้น หนังเรื่องนี้ยังเหมาะสำหรับคืนดูหนังกับเพื่อน เพราะมีทั้งฉากชวนขนลุก มุกตลกร้าย และภาพรุนแรงให้พูดคุยกันหลังดูจบ ความเห็นส่วนตัวคือซีรีส์ควรหยุดพักจากการผลิตรายปี และกลับมาพร้อมแนวคิดที่ชัดเจนกว่าเดิม เพื่อให้ภาคต่อไปมีพลังมากพอจะทำให้ผู้ชมอยากหยิบเทปต้องคำสาปมาดูอีกครั้ง
ที่มา – ‘V/H/S/Mixtape’ Isn’t a High Note for the Horror Franchise
