UNICEF ชี้ น้ำท่วมกระทบการเรียนของเด็ก ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมโรงเรียนให้พร้อมรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
น้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือน ถนน หรือพื้นที่ทำกินเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้และสุขภาพกายใจของเด็กจำนวนมากในประเทศไทย สถานการณ์ล่าสุดทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องหยุดการเรียนการสอน ขณะที่บางแห่งถูกปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ประเด็นนี้ทำให้สังคมต้องหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมโรงเรียนให้พร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจังมากขึ้น
ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า น้ำท่วมตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายนส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 4 ล้านคนใน 47 จังหวัด และมีสถานศึกษาหลายร้อยแห่งได้รับผลกระทบ รวมถึงโรงเรียนในกรุงเทพมหานครที่ต้องปิดชั่วคราวในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมรุนแรง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว และอาจเกิดขึ้นกับเด็ก ครอบครัว และโรงเรียนได้ทุกเมื่อ
UNICEF ชี้ น้ำท่วมกระทบการเรียนของเด็ก ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมโรงเรียนให้พร้อมรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
เมื่อโรงเรียนต้องปิด เด็กไม่ได้เสียเพียงเวลาเรียนในห้องเท่านั้น แต่ยังสูญเสียกิจวัตรประจำวันที่ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคง พื้นที่ปลอดภัยสำหรับพบเพื่อนและครู รวมถึงโอกาสได้รับการดูแลด้านโภชนาการ สุขภาพ และจิตใจ เด็กบางคนอาจต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราว ขาดอุปกรณ์การเรียน หรือไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนออนไลน์ได้ ทำให้ช่องว่างทางการศึกษายิ่งกว้างขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญจาก UNICEF ประเทศไทยชี้ว่า การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนควรทำก่อนเกิดภัย ไม่ใช่รอให้เกิดน้ำท่วมแล้วจึงเริ่มแก้ไข เพราะการมีแผนรับมือที่ชัดเจนจะช่วยให้โรงเรียนสามารถสื่อสารกับผู้ปกครอง อพยพเด็กอย่างปลอดภัย และกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียน
ผลสำรวจโรงเรียนของรัฐในพื้นที่ที่เคยเผชิญสภาพอากาศรุนแรงพบว่า โรงเรียนจำนวนมากได้รับผลกระทบด้านสาธารณูปโภค เช่น น้ำดื่ม ห้องน้ำ อาหารปลอดภัย และการเดินทาง นักเรียนบางส่วนยังเผชิญโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ไข้เลือดออก โรคท้องร่วง โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต อาคารเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกหลายแห่งก็ได้รับความเสียหาย ทำให้การกลับมาเรียนตามปกติใช้เวลานาน
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ครูจำนวนมากยังไม่เคยได้รับการอบรมอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการสอนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการเหตุฉุกเฉิน แม้โรงเรียนส่วนใหญ่จะเริ่มนำประเด็นสภาพภูมิอากาศเข้าสู่บทเรียนแล้วก็ตาม การพัฒนาทักษะครูจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะครูต้องทำหน้าที่ทั้งผู้สอน ผู้ประสานงาน และผู้ดูแลความปลอดภัยของเด็กในช่วงวิกฤต
แนวทางทำให้โรงเรียนพร้อมรับมือวิกฤต
- จัดทำแผนฉุกเฉิน: กำหนดเส้นทางอพยพ จุดปลอดภัย ช่องทางสื่อสาร และรายชื่อผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ยกระดับอาคาร ระบบไฟฟ้า แหล่งน้ำ ห้องน้ำ และพื้นที่เรียนรู้ให้ทนต่อภัยพิบัติมากขึ้น
- เตรียมการเรียนรู้ต่อเนื่อง: จัดสื่อการเรียนแบบออฟไลน์ อุปกรณ์สำรอง และทางเลือกสำหรับเด็กที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต
- ดูแลสุขภาพจิต: จัดระบบให้คำปรึกษาและการสนับสนุนด้านจิตสังคมแก่เด็ก ครู และครอบครัว
- เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม: รับฟังความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนในการออกแบบมาตรการรับมือสภาพภูมิอากาศ
ในระดับโลก เด็กกว่า 171 ล้านคนได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักทางการศึกษาอันเกิดจากพายุ น้ำท่วม คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่า สำหรับประเทศไทย มีนักเรียนประมาณ 167,106 คนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสภาพภูมิอากาศในปี 2568 และน้ำท่วมถือเป็นภัยที่สร้างผลกระทบมากที่สุด ตัวเลขดังกล่าวอาจยังไม่สะท้อนความเสียหายทางอ้อม เช่น มลพิษ โรคที่มากับน้ำ และภาวะเครียดของครอบครัว
การรับมือจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาล โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคเอกชน การลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า อาคารเรียนที่ปลอดภัย และการฝึกอบรมบุคลากรอาจมีต้นทุนในระยะแรก แต่ช่วยลดความสูญเสียระยะยาวได้อย่างมาก ที่สำคัญคือทำให้เด็กยังคงมีโอกาสเรียนรู้และเติบโต แม้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
UNICEF กำลังสนับสนุนประเทศไทยในการเสริมความเข้มแข็งของแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ รวมถึงผลักดันการเรียนรู้ชั่วคราว การดูแลสุขภาพจิต และการพัฒนาครู ประเด็นนี้ควรได้รับการผลักดันต่อเนื่อง เพราะ UNICEF ชี้ น้ำท่วมกระทบการเรียนของเด็ก ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมโรงเรียนให้พร้อมรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงข่าวจากเหตุการณ์ครั้งเดียว แต่เป็นสัญญาณของแนวโน้มที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมรับมือ
ในอนาคต โรงเรียนที่พร้อมรับมือภัยพิบัติจะไม่ใช่เพียงโรงเรียนที่มีอาคารแข็งแรง แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เด็กเรียนต่อได้ ปลอดภัย และได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงทุนและเปิดพื้นที่ให้เด็กมีส่วนร่วม เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเมื่อเกิดวิกฤต
