Street Fighter คือสิ่งที่คุณหวังและกลัวว่าจะเป็น
Street Fighter คือสิ่งที่คุณหวังและกลัวว่าจะเป็น ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันจากเกมต่อสู้ระดับตำนานของ Capcom ที่มาพร้อมทั้งความสนุก ความบ้าบอ และความสับสนในเวลาเดียวกัน ผลงานกำกับของ Kitao Sakurai เลือกนำเสนอโลกของนักสู้ด้วยโทนที่มีสีสัน กวนประสาท และไม่พยายามทำตัวจริงจังเกินไป ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะกับแฟรนไชส์นี้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องราวเดินหน้าไปถึงการแข่งขัน World Warrior Tournament ครั้งที่สอง ภาพยนตร์กลับเริ่มเต็มไปด้วยเส้นเรื่องย่อย การตัดต่อแปลกประหลาด และเหตุการณ์ที่ดูเหมือนถูกทิ้งไว้กลางทาง
ตัวละคร Ken Masters รับบทโดย Noah Centineo ถูกวางให้เป็นคนเปิ่นและดูไม่น่าเกรงขามในหลายฉาก แต่เขาก็ยังเป็นนักสู้ที่มีความสามารถ ภาพลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนตัวหนังได้เป็นอย่างดี เพราะแม้การเล่าเรื่องจะดูงงงวยอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อถึงเวลาต่อสู้ ภาพยนตร์ก็สามารถปล่อยหมัดได้อย่างมีพลัง ฉากแอ็กชันส่วนใหญ่จัดวางท่าทางได้ดี ถ่ายทำอย่างมีสไตล์ และทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเร็วกับแรงปะทะของตัวละคร
Street Fighter คือสิ่งที่คุณหวังและกลัวว่าจะเป็น
เรื่องราวเปิดฉากในปี 1987 พร้อมฉากแอนิเมชันสองมิติที่โดดเด่น Ryu รับบทโดย Andrew Koji เข้าร่วมการแข่งขัน World Warrior Tournament ครั้งแรกและคว้าชัยชนะมาได้ แต่ชีวิตของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลัง Gouken อาจารย์ผู้ฝึกสอนของเขาถูกสังหาร เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี 1993 Ryu ได้หายตัวออกจากวงการ ไม่ติดต่อกับ Ken ซึ่งเคยมีความผูกพันเหมือนพี่น้อง และใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
ตรงกันข้ามกับ Ryu, Ken กลายเป็นคนดังที่ปรากฏตัวอยู่บน MTV เขาได้รับความสนใจจากผู้คน แต่กลับถูกมองเป็นเพียงตัวตลก เพราะต้องแสดงการต่อสู้ผาดโผนกับรถยนต์และสัตว์แปลก ๆ หรือบางครั้งก็เป็นคนสวมชุดสัตว์เพื่อความบันเทิง เมื่อ Chun-Li เข้ามาชวน Ken ให้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งที่สอง ซึ่งจัดโดย M. Bison เขาจึงมองว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ทุกคนกลับมาเห็นว่าเขาเป็นนักสู้ตัวจริงอีกครั้ง
Street Fighter คือสิ่งที่คุณหวังและกลัวว่าจะเป็นในด้านความบันเทิง
ช่วงต้นของภาพยนตร์ทำงานได้ค่อนข้างดี หนังมีสไตล์ มีการอ้างอิงสิ่งต่าง ๆ จากเกม และแสดงความเคารพต่อต้นฉบับอย่างเห็นได้ชัด โทนแบบแคมป์และมุกตลกที่ไม่จริงจังจนเกินไปช่วยให้เรื่องดูสนุก โดยเฉพาะสำหรับแฟนเกมที่คุ้นเคยกับตัวละครและองค์ประกอบคลาสสิก แม้มุกบางส่วนจะไม่โดนใจทุกคน แต่บรรยากาศโดยรวมทำให้รู้สึกว่าทีมสร้างมีความรักต่อจักรวาล Street Fighter จริง ๆ
อีกหนึ่งจุดเด่นคือฉากแอนิเมชัน 2D ซึ่งสร้างโดย Titmouse และถูกใช้เพื่อแยกเหตุการณ์ในอดีตออกจากเส้นเรื่องปัจจุบัน เทคนิคนี้ไม่ได้เป็นเพียงลูกเล่น แต่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้ภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจ งานภาพมีความสวยงาม มีพลัง และทำให้ช่วงย้อนอดีตดูเหมือนหน้าหนึ่งจากตำนานของเหล่านักสู้ การสลับรูปแบบภาพเช่นนี้ถือเป็นหนึ่งในความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของหนัง
จุดที่ทำให้เรื่องราวเริ่มสะดุด
เมื่อเข้าสู่การแข่งขัน World Warrior Tournament ครั้งที่สอง โครงเรื่องที่เคยเรียบง่ายและพอเข้าใจได้กลับแตกแขนงออกเป็นเส้นเรื่องย่อยจำนวนมาก บางเส้นเรื่องไม่ได้นำไปสู่บทสรุป บางเหตุการณ์ถูกพูดถึงแล้วหายไป และบางฉากดูเหมือนไม่มีหน้าที่ทางการเล่าเรื่องที่ชัดเจน มีช่วงหนึ่งยาวประมาณสิบ นาทีที่ทำให้ผู้ชมสงสัยว่าถูกใส่เข้ามาเพื่ออะไร เพราะไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนตัวละครหรือเพิ่มความหมายให้กับการแข่งขันมากนัก
การตัดต่อก็เป็นปัญหาสำคัญเช่นกัน หลายฉากเชื่อมต่อกันอย่างกระโดดจนรู้สึกเหมือนมีภาพบางส่วนหายไป ตัวละครอาจอยู่ในสถานที่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนไปอีกสถานที่โดยไม่มีการปูพื้นเพียงพอ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอแบบไม่เรียงลำดับ ทั้งที่การเล่าแบบตรงไปตรงมาน่าจะเข้าใจง่ายกว่า การตัดสินใจเหล่านี้ทำให้ผู้ชมต้องใช้เวลาปะติดปะต่อเรื่อง แทนที่จะได้เพลิดเพลินกับการแข่งขันและฉากต่อสู้
- ฉากต่อสู้: มีการออกแบบท่าทางที่น่าสนใจและถ่ายทำได้เร้าใจ
- งานภาพ: ฉากแอนิเมชัน 2D มีความโดดเด่นและช่วยสร้างบรรยากาศ
- ตัวละคร: Ken และ Ryu มีความสัมพันธ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง
- การตัดต่อ: ลำดับเหตุการณ์สับสนและบางช่วงขาดความต่อเนื่อง
- การแข่งขัน: หนังนำเสนอการแข่งขันน้อยกว่าที่แฟนเกมอาจคาดหวัง เพราะหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นนอกจอ
หนังที่มีทั้งมากเกินไปและน้อยเกินไป
ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดคือภาพยนตร์ดูเหมือนสร้างขึ้นเพื่อปูทางไปสู่ภาคต่ออย่างโจ่งแจ้ง ความขัดแย้งสำคัญหลายประเด็นไม่ได้รับการคลี่คลาย และธีมของเรื่องก็ไม่ได้ถูกสรุปให้รู้สึกอิ่มเอม เมื่อรวมกับเส้นเรื่องย่อยจำนวนมาก จึงเกิดความรู้สึกว่าหนังมีเนื้อหาเยอะเกินไปในบางส่วน แต่กลับขาดสิ่งจำเป็นในบางช่วง ผู้ชมอาจไม่แน่ใจว่าควรให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของ Ryu กับ Ken การกลับมาของ Chun-Li หรือแผนการของ M. Bison มากที่สุด
ถึงอย่างนั้น หนังยังมีองค์ประกอบที่ทำให้เห็นภาพของภาพยนตร์แอ็กชันสนุก ๆ ที่ควรจะเป็นได้อย่างชัดเจน โทนโดยรวมเข้ากับเกม มี Easter egg ที่แฟน ๆ น่าจะยิ้มออก และหลายรายละเอียดไม่ได้พยายามยัดเยียดตัวเองจนเกินไป ความรู้สึกเคารพต้นฉบับนี้เป็นข้อดีที่หาได้ไม่ง่ายในหนังดัดแปลงจากเกม เพราะทีมสร้างเข้าใจว่าความสนุกของ Street Fighter ไม่ได้มาจากพล็อตที่ซับซ้อน แต่มาจากตัวละคร การปะทะกัน และความตื่นเต้นของการต่อสู้
สำหรับภาพยนตร์ประเภทนี้ พล็อตไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือมีประเด็นลึกซึ้งมากมาย สิ่งที่หนังควรทำคือพาผู้ชมเข้าสู่สนามต่อสู้ แล้วเปิดพื้นที่ให้ความอลังการทำงานด้วยตัวเอง แต่ภาพยนตร์กลับสะดุดเพราะการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นระเบียบและการตัดต่อที่ทำให้ฉากแอ็กชันบางส่วนสูญเสียพลัง หากทีมสร้างเลือกตัดเส้นเรื่องที่ไม่จำเป็นออก และให้เวลากับการแข่งขันมากขึ้น ผลลัพธ์อาจกลายเป็นหนังบันเทิงที่ตรงไปตรงมาและน่าจดจำกว่านี้
โดยสรุป Street Fighter คือสิ่งที่คุณหวังและกลัวว่าจะเป็น มันมีฉากต่อสู้ที่ดี งานภาพมีเอกลักษณ์ และมีความรักต่อต้นฉบับอยู่เต็มเปี่ยม แต่ก็เต็มไปด้วยการตัดสินใจด้านบทและการตัดต่อที่ทำให้เรื่องราวขาดความชัดเจน หากคุณเป็นแฟนเกมและพร้อมรับความวุ่นวาย หนังอาจมอบช่วงเวลาสนุกแบบไม่ต้องคิดมากได้ แต่ถ้าคาดหวังเรื่องราวที่สมบูรณ์และการแข่งขันที่เข้มข้น อาจต้องลดความคาดหวังลงเล็กน้อย ความเห็นส่วนตัวคือหนังเรื่องนี้มีศักยภาพมากกว่าผลงานที่ปรากฏบนจอ และภาคต่อควรใช้จุดแข็งด้านแอ็กชันกับตัวละครให้เต็มที่ พร้อมเล่าเรื่องให้กระชับและต่อเนื่องกว่าเดิม
ภาพยนตร์ Street Fighter เข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 16 ตุลาคม หากคุณชื่นชอบหนังแอ็กชันจากเกม ลองเปิดใจรับโทนกวน ๆ และเก็บรายละเอียด Easter egg ระหว่างชม แล้วคุณอาจพบความสนุกที่ซ่อนอยู่ในความสับสนของเรื่องนี้
ที่มา – ‘Street Fighter’ Is Exactly What You Hoped and Feared It Would Be
