SpaceX เตรียมเลิกใช้ Crew Dragon บีบ NASA พึ่ง Starliner
ข่าวที่ว่า SpaceX เตรียมเลิกใช้ Crew Dragon บีบ NASA พึ่ง Starliner กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของโครงการอวกาศสหรัฐฯ แม้ Crew Dragon จะยังทำภารกิจส่งนักบินอวกาศไปและกลับจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ SpaceX มีแผนยุติการใช้งานยานรุ่นนี้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ทำให้ NASA ต้องเร่งเตรียมทางเลือกใหม่สำหรับการเดินทางสู่วงโคจรต่ำของโลก
ทางเลือกที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ Starliner ของ Boeing ยานอวกาศที่เคยสร้างความกังวลจากปัญหาทางเทคนิคในการบินทดสอบพร้อมนักบินอวกาศครั้งแรก อย่างไรก็ตาม NASA ยังไม่ได้ละทิ้งโครงการนี้ และดูเหมือนว่าจะพร้อมสนับสนุน Boeing อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ Starliner ผ่านการรับรองและสามารถรับบทบาทเป็นยานขนส่งนักบินอวกาศเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต
SpaceX เตรียมเลิกใช้ Crew Dragon บีบ NASA พึ่ง Starliner
แหล่งข่าวระบุว่า NASA อาจประกาศแผนสั่งซื้อภารกิจ Starliner แบบมีนักบินเพิ่มอีกสองภารกิจ พร้อมช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนในการแก้ไขปัญหาระบบขับดันของยาน รวมถึงสนับสนุนการรับรองการปล่อยยานด้วยจรวดรุ่นใหม่ การตัดสินใจนี้สะท้อนว่า NASA ต้องการรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งมนุษย์สู่วงโคจร แม้ Starliner จะยังมีขั้นตอนสำคัญอีกหลายอย่างที่ต้องผ่าน
ปัจจุบัน Starliner ใช้จรวด Atlas V ของ United Launch Alliance หรือ ULA ในการปล่อยขึ้นสู่อวกาศ แต่ ULA มีแผนยุติการใช้งาน Atlas V หลังจากใช้จรวดที่เหลืออยู่ทั้งหมด โดยจรวดจำนวนดังกล่าวถูกจัดสรรให้ภารกิจ Starliner แล้ว ดังนั้น Boeing และ NASA จึงต้องหาวิธีรับรองว่ายานจะสามารถทำงานร่วมกับจรวดรุ่นใหม่ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
เหตุผลที่ NASA ยังต้องพึ่ง Starliner
ความสนใจต่อ Starliner เพิ่มขึ้นหลังจากเที่ยวบินทดสอบพร้อมนักบินอวกาศในเดือนมิถุนายน 2024 ภารกิจดังกล่าวนำนักบินอวกาศของ NASA อย่าง Sunita Williams และ Barry Wilmore เดินทางไปยัง ISS โดยเดิมตั้งใจให้ใช้เวลาอยู่บนสถานีประมาณแปดวัน แต่ปัญหาการรั่วไหลของฮีเลียมและความผิดปกติของระบบขับดันทำให้ NASA ตัดสินใจส่ง Starliner กลับโลกโดยไม่มีนักบินอยู่ภายใน
นักบินอวกาศทั้งสองต้องอยู่บน ISS นานกว่าที่วางแผนไว้หลายเดือน ก่อนเดินทางกลับโลกด้วย Crew Dragon ในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความพร้อมของ Starliner และทำให้ NASA กับ Boeing ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทั้งสององค์กรยังยืนยันว่าปัญหาสามารถแก้ไขได้ และโครงการควรเดินหน้าต่อเพื่อสร้างระบบขนส่งที่มีผู้ให้บริการมากกว่าหนึ่งราย
- ปัญหาฮีเลียมรั่ว: จำเป็นต้องตรวจสอบสาเหตุและปรับปรุงการออกแบบให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
- ปัญหาระบบขับดัน: NASA ต้องการให้ Boeing แก้ไขและทดสอบระบบอย่างละเอียดก่อนอนุญาตให้มีนักบินอยู่บนยาน
- การรับรองจรวดรุ่นใหม่: Starliner ต้องสามารถปล่อยด้วยระบบที่เหมาะสม หลัง Atlas V ยุติการให้บริการ
- ภารกิจไร้นักบิน: ภารกิจ Starliner-1 ต้องประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการรับรองเที่ยวบินแบบมีนักบิน
ภารกิจ Starliner-1 ซึ่งเป็นภารกิจไร้นักบินถือเป็นด่านสำคัญของ Boeing เดิม NASA และ Boeing เคยคาดหวังว่าจะปล่อยภารกิจนี้ได้ในเดือนเมษายน แต่กำหนดการดังกล่าวไม่เกิดขึ้น และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการทบทวน หากการทดสอบสำเร็จ Starliner อาจได้รับอนุญาตให้ดำเนินภารกิจพร้อมนักบินอีกห้าภารกิจตามแผน
ต้นทุนสูงและบทเรียนจาก Crew Dragon
Starliner กลายเป็นโครงการที่มีต้นทุนสูงสำหรับ Boeing โดยบริษัทมีผลขาดทุนจากโครงการนี้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ขณะเดียวกัน NASA ใช้งบประมาณในการพัฒนาและรับรอง Starliner มากกว่าที่ใช้กับ Crew Dragon อย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างนี้ยิ่งเห็นชัดเมื่อ Crew Dragon สามารถปฏิบัติภารกิจส่งนักบินอวกาศไปยัง ISS ได้แล้ว 13 ครั้งอย่างประสบความสำเร็จ
ถึงอย่างนั้น NASA ไม่ควรพึ่งผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในระยะยาว การมีทั้ง SpaceX และ Boeing ช่วยลดความเสี่ยงหากยานลำใดลำหนึ่งต้องหยุดให้บริการจากปัญหาทางเทคนิค อุบัติเหตุ หรือความล่าช้าในการบำรุงรักษา แนวคิดนี้เป็นหัวใจของโครงการ Commercial Crew ซึ่งต้องการให้ภาคเอกชนหลายรายช่วยสร้างระบบขนส่งมนุษย์ที่ยืดหยุ่นและแข่งขันได้
NASA เพิ่งเพิ่มสัญญากับ SpaceX มูลค่า 946 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ Crew Dragon ทำภารกิจส่งนักบินอวกาศไปยัง ISS เพิ่มอีกสามเที่ยว โดยขยายช่วงเวลาการปฏิบัติงานไปจนถึงปี 2030 การทำสัญญานี้ช่วยให้ NASA มีเวลามากขึ้นในการพัฒนา Starliner แต่ไม่ได้หมายความว่า SpaceX จะยกเลิกแผนการเลิกใช้ Crew Dragon เพียงแต่การยุติการใช้งานจะไม่เกิดขึ้นก่อนปี 2030
Gwynne Shotwell ประธานและซีอีโอของ SpaceX กล่าวว่าบริษัทควรเปิดโอกาสให้ Boeing ได้ใช้งานยานของตนเอง เพราะรัฐบาลลงทุนเงินจำนวนมากกับโครงการนี้ มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า SpaceX เองก็เห็นความสำคัญของการมีผู้ให้บริการหลายราย แม้ Crew Dragon จะเป็นยานที่พิสูจน์ความน่าเชื่อถือได้มากกว่าในปัจจุบัน
ในภาพรวม ประเด็น SpaceX เตรียมเลิกใช้ Crew Dragon บีบ NASA พึ่ง Starliner ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างสองบริษัท แต่เกี่ยวข้องกับอนาคตของการเดินทางสู่วงโคจรต่ำของโลกด้วย ISS เองมีแผนยุติการใช้งานราวปี 2030 และบริษัทเอกชนหลายแห่งกำลังพัฒนาสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ NASA จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่านักบินอวกาศจะมีวิธีเดินทางไปยังสถานีเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย ต่อเนื่อง และไม่ผูกติดกับยานเพียงรุ่นเดียว
มุมมองที่น่าติดตามคือ NASA อาจไม่มีทางเลือกมากนัก การสนับสนุน Starliner ต่อไปอาจมีต้นทุนสูงและต้องใช้เวลา แต่การปล่อยให้โครงการล้มเหลวก็อาจทำให้สหรัฐฯ กลับไปพึ่งระบบขนส่งเพียงรายเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเร่งให้ Starliner บินเร็วที่สุด แต่คือการพิสูจน์ว่ายานมีความปลอดภัยจริง หาก Boeing แก้ไขปัญหาได้สำเร็จ Starliner จะช่วยสร้างความสมดุลให้ภาคอวกาศสหรัฐฯ และเพิ่มทางเลือกสำหรับภารกิจมนุษย์ในยุคสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์
ติดตามความคืบหน้าของ Starliner-1 และการตัดสินใจของ NASA อย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ของภารกิจนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า Boeing จะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่าเชื่อถือของ SpaceX ได้หรือไม่
ที่มา – SpaceX Is Retiring Crew Dragon, Forcing NASA to Bet Big on Boeing’s Troubled Starliner
