PSVR ของ Sony แทบจะจบแล้ว

วงการเกมเสมือนจริงกำลังเผชิญกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และข่าวล่าสุดทำให้แฟน PlayStation ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะ PSVR ของ Sony แทบจะจบแล้ว หลังจาก Sony ถอด PlayStation VR2 ออกจากร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน สินค้าตามร้านค้าตัวแทนจำหน่ายก็เริ่มมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้บางประเทศในยุโรปและแคนาดายังพอมีสินค้าเหลืออยู่ก็ตาม

สถานการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่า PlayStation VR2 จะหยุดทำงานทันที หรือผู้ที่มีอุปกรณ์อยู่แล้วจะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่า Sony อาจไม่ได้วางแผนผลักดันตลาดแว่น VR อย่างจริงจังเหมือนในช่วงเปิดตัวอีกแล้ว สำหรับผู้เล่นที่กำลังสนใจซื้อ อาจต้องพิจารณาเรื่องการรับประกัน อุปกรณ์เสริม เกมใหม่ และการสนับสนุนในระยะยาวให้รอบคอบกว่าเดิม

PSVR ของ Sony แทบจะจบแล้วจริงหรือไม่

หากดูจากเหตุการณ์หลายอย่างประกอบกัน คำตอบที่เหมาะสมที่สุดคืออนาคตของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ดูมืดมนมากขึ้นเรื่อย ๆ Sony ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเลิกทำตลาด PlayStation VR2 แต่การถอดอุปกรณ์ออกจากร้านค้าออนไลน์ในตลาดขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ย่อมทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับทิศทางของบริษัท

โดยปกติแล้ว บริษัทที่ยังต้องการเติบโตในตลาดใดตลาดหนึ่งมักเพิ่มการผลิต ขยายช่องทางจำหน่าย หรือออกแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่กรณีของ Sony กลับมีภาพตรงกันข้าม ทั้งการลดกำลังการผลิต การลดราคาถาวร และการทำให้สินค้าหาซื้อได้ยากขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นสัญญาณว่า Sony อาจกำลังลดบทบาทของฮาร์ดแวร์ VR ลงอย่างเงียบ ๆ

เหตุผลที่ PSVR ของ Sony แทบจะจบแล้ว

สาเหตุสำคัญเริ่มตั้งแต่ช่วงเปิดตัว PlayStation VR2 ซึ่งมีราคาประมาณ 550 ดอลลาร์สหรัฐ ราคานี้สูงกว่าแว่นรุ่นแรกประมาณ 150 ดอลลาร์ และสูงกว่าคู่แข่งที่ได้รับความนิยมอย่าง Meta Quest 3S อย่างมาก เมื่อผู้บริโภคต้องเลือกซื้ออุปกรณ์ VR ใหม่ หลายคนจึงมองว่าผลิตภัณฑ์ของ Meta ให้ความคุ้มค่ามากกว่า เพราะสามารถใช้งานแบบไร้สายและไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอนโซล PlayStation เพื่อเริ่มต้นใช้งาน

PlayStation VR2 มีจุดเด่นหลายด้าน เช่น ภาพคุณภาพสูง ระบบติดตามการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ และการทำงานร่วมกับ PlayStation 5 ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเครื่องคอนโซล และมีค่าใช้จ่ายรวมค่อนข้างสูงสำหรับผู้เล่นทั่วไป นอกจากนี้ จำนวนเกมเฉพาะที่ดึงดูดผู้ซื้อยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับความคาดหวังของตลาด ผู้ใช้งานบางส่วนจึงรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนในระบบใหม่

อีกประเด็นที่ทำให้ความสนใจลดลงคือการขาดแรงผลักดันอย่างต่อเนื่องจาก Sony ในช่วงหลัง หากมีเกมฟอร์มใหญ่เปิดตัวเป็นระยะ ตลาดอาจยังคงคึกคักและช่วยให้ผู้เล่นตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อเกมใหม่มีจำนวนจำกัด ลูกค้าก็อาจเลือกเก็บเงินไว้ซื้ออุปกรณ์อื่นที่มีระบบนิเวศเติบโตเร็วกว่า

การโอนสิทธิบัตรยิ่งทำให้ตลาดตั้งข้อสงสัย

นอกจากเรื่องสินค้าขาดตลาดและการลดกำลังการผลิตแล้ว ยังมีรายงานว่า Sony ได้โอนสิทธิบัตรจำนวน 43 รายการให้กับ Meta ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน สิทธิบัตรเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี VR, AR และ XR ครอบคลุมตั้งแต่การประมวลผลข้อมูลบนอุปกรณ์สวมใส่ จอแสดงผลแบบติดศีรษะ ไปจนถึงระบบกล้อง

รายงานเดียวกันยังระบุว่าอาจมีสิทธิบัตรทั้งหมด 419 รายการที่เตรียมโอน และมี 180 รายการอยู่ในสหรัฐอเมริกา แม้รายละเอียดของการทำธุรกรรมจะยังไม่ชัดเจนทั้งหมด และ Sony ยังไม่มีคำแถลงยืนยันว่าการโอนสิทธิบัตรหมายถึงการยุติธุรกิจ VR แต่ผู้ติดตามอุตสาหกรรมย่อมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่น่ากังวล

การขายหรือโอนสิทธิบัตรไม่จำเป็นต้องแปลว่าบริษัทจะหยุดวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทั้งหมดในทันที Sony อาจเลือกปรับโครงสร้างทรัพย์สินทางปัญญา หรือเปลี่ยนไปเน้นเทคโนโลยีบางประเภทที่บริษัทเห็นว่ามีโอกาสมากกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการนำ PlayStation VR2 ออกจากร้านค้าออนไลน์ ภาพรวมจึงดูเหมือน Sony กำลังถอยออกจากตลาดแว่น VR สำหรับผู้บริโภค

ผู้เล่นควรซื้อ PlayStation VR2 ตอนนี้หรือไม่

สำหรับคนที่มี PlayStation 5 อยู่แล้วและพบ PlayStation VR2 ในราคาลดพิเศษ การซื้ออาจยังมีเหตุผล หากต้องการเล่นเกมที่รองรับในปัจจุบันและเข้าใจว่าอนาคตของแพลตฟอร์มอาจไม่มีเกมใหม่จำนวนมาก ผู้เล่นควรตรวจสอบราคา อุปกรณ์ภายในกล่อง เงื่อนไขการรับประกัน และความน่าเชื่อถือของร้านค้าให้ละเอียด โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นสินค้าค้างสต็อกหรือสินค้ามือสอง

ในทางกลับกัน ผู้ที่ยังไม่มีเครื่อง PlayStation 5 และต้องซื้อทั้งคอนโซลกับแว่น VR อาจต้องคิดให้รอบคอบ เพราะต้นทุนรวมจะสูงขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับแว่นแบบสแตนด์อโลนจากคู่แข่ง การเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ไม่ต้องพึ่งพาคอนโซลอาจให้ความยืดหยุ่นมากกว่า ทั้งในด้านการพกพา การอัปเดตซอฟต์แวร์ และจำนวนแอปพลิเคชันที่รองรับ

  • ตรวจสอบว่าเกมที่ต้องการเล่นรองรับ PlayStation VR2 หรือไม่
  • เปรียบเทียบราคากับอุปกรณ์ VR แบบไร้สายก่อนตัดสินใจ
  • เช็กบริการหลังการขายและการรับประกันจากร้านค้า
  • พิจารณาว่ารับได้หรือไม่ หากอนาคตมีเกมใหม่ออกมาน้อยลง
  • หลีกเลี่ยงการซื้อในราคาสูงเกินจริงจากผู้ขายที่นำสินค้าขาดตลาดมาบวกราคา

อนาคตของตลาด VR อาจเปลี่ยนไปสู่แว่นอัจฉริยะ

แม้ข่าวของ Sony จะทำให้หลายคนรู้สึกว่าตลาด VR กำลังถดถอย แต่ความจริงอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของอุตสาหกรรม แว่น VR ขนาดใหญ่ที่เน้นการเล่นเกมอาจไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์หลักสำหรับผู้บริโภคทั่วไปอีกต่อไป ขณะที่แว่นอัจฉริยะซึ่งมีขนาดเบากว่า ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ และเชื่อมต่อกับผู้ช่วยดิจิทัล อาจกลายเป็นพื้นที่แข่งขันใหม่

บริษัทอย่าง Meta และ Xreal ยังคงพัฒนาแว่นสำหรับความบันเทิง การทำงาน และการแสดงข้อมูลแบบผสมผสาน ผู้บริโภคจึงอาจไม่ได้เลิกสนใจเทคโนโลยีเสมือนจริง แต่กำลังมองหาอุปกรณ์ที่ใช้งานได้หลากหลายกว่าแค่การเล่นเกมในห้องนั่งเล่น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ผู้ผลิตต้องปรับแนวคิดจากการขายฮาร์ดแวร์ราคาแพง ไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกับบริการ ซอฟต์แวร์ และชีวิตประจำวัน

สำหรับ Sony จุดแข็งของบริษัทอยู่ที่แบรนด์ PlayStation เกมคุณภาพสูง และฐานผู้เล่นจำนวนมาก หากบริษัทสามารถนำประสบการณ์เหล่านี้กลับมาใช้กับอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ราคาจับต้องได้ อนาคตของ Sony ในตลาด XR ก็อาจยังไม่จบลงโดยสมบูรณ์ แต่ในเวลานี้ หลักฐานต่าง ๆ ทำให้คำว่า PSVR ของ Sony แทบจะจบแล้ว กลายเป็นคำอธิบายที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์มากที่สุด

ท้ายที่สุด ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องรีบตื่นตระหนก แต่ควรตัดสินใจจากเกมที่ต้องการเล่นและงบประมาณของตัวเอง หาก Sony ยังไม่ออกแถลงการณ์หรือแผนงานใหม่อย่างชัดเจน การรอดูทิศทางตลาดอีกระยะอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า สำหรับคนที่มีอุปกรณ์อยู่แล้ว นี่คือเวลาที่ควรสนุกกับเกมที่มีอยู่ ขณะเดียวกันก็ควรติดตามข่าวสาร เพื่อเตรียมพร้อมหากตลาด VR กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคของแว่นอัจฉริยะและประสบการณ์ XR รูปแบบใหม่

ที่มา – Sony’s PSVR Is Pretty Much Cooked

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *